เบื้องหน้าสำนักเซียว สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เย่อวิ๋นเฟยด้วยความตะลึงงัน
ผู้ฝึกฝนขั้นสร้างปราณปฐพีสองคนที่เหลืออยู่ของสำนักเซียว ล้วนมีสีหน้าขมขื่นอย่างยิ่ง
สมาชิกสำนักเซียวคนอื่น ๆ ก็พากันมองเย่อวิ๋นเฟยด้วยสายตาหวาดหวั่น
“เย่อวิ๋นเฟย มิน่าเล่าเจ้าถึงบังอาจยั่วยุสำนักเซียวเราเพียงนี้ ที่แท้ก็มีฝีมืออยู่บ้าง
ทว่า กำลังของสำนักเซียวย่อมแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เจ้าเห็นมากนัก ฉะนั้น ขอเตือนเจ้า...”
จูชงจ้องเย่อวิ๋นเฟยด้วยแววตาหวาดระแวง พลางฝืนใจเอ่ย
แต่ทว่า
ยังไม่ทันที่คำพูดของเขาจะสิ้นสุดลง
“พล่ามมากไปแล้ว!”
เย่อวิ๋นเฟยคำรามลั่น
ฟิ้ว!
เย่อวิ๋นเฟยกระตุ้นเสื้อคลุมเทียนอิ่ง เร่งความเร็วขึ้นสิบเท่า ทิ้งภาพเงาซ้อนเป็นทางยาว ในชั่วพริบตาก็เข้าประชิดตรงหน้า จูชง ห่างกันไม่ถึงครึ่งเมตร ราวกับจะแนบหน้าชนกัน
“เจ้า...”
จูชงขนหัวลุก ความเร็ววิชาตัวเบาอันพิสดารของเย่อวิ๋นเฟยนั้น ช่างประหลาดเกินไป อย่าว่าแต่มองเห็นเลย แม้แต่พลังวิญญาณก็มิอาจสัมผัสรับรู้ได้
เย่อวิ๋นเฟยใช้วิชาเนรมิตมารในพริบตาทันที
มารตนหนึ่งปรากฏขึ้นในทะเลวิญญาณของจูชง เข้าโจมตีร่างวิญญาณของเขา
ตูม!
เย่อวิ๋นเฟยฟาดฝ่ามือไปหนึ่งฉาด
ฝ่ามือนี้แฝงด้วยพลังกายภาพหลายล้านชั่ง กระแทกอากาศจนระเบิด บดขยี้ทุกสิ่ง
น่าสงสารนัก ที่ระยะประชิดเช่นนี้ จูชงต้องเผชิญหน้ากับเย่อวิ๋นเฟยผู้ราวกับอสูรดึกดำบรรพ์ เขาจึงไม่มีแม้แต่โอกาสจะต่อต้านใด ๆ
บัดนั้น สมองของเขาว่างเปล่า วิชาและทักษะยุทธ์ชั้นสูงมากมายที่ฝึกฝนในยามปกติ ราวกับถูกลบเลือนไปจนสิ้น
ปัง!
เย่อวิ๋นเฟยฟาดฝ่ามือฉาดหนึ่ง ส่งร่างของ จูชงกระเด็นลอยขึ้นสูง
