บทที่ 6 พวกเขาไม่เอา แต่เขาเอา
กระต่ายย่างสามตัวแทบจะลงไปอยู่ในท้องของโยวเลี่ยทั้งหมด
เย่ถังมองเขาเคี้ยวกระต่ายย่างสองตัวพร้อมกระดูกจนดังกร๊อบแกร๊บ กินเสร็จแล้วยังเลียขนรอบปากอย่างไม่รู้จักพอ จากนั้นดวงตาสีเทาอมฟ้าคู่นั้นก็เหลือบมองเนื้อในมือเธออีกครั้ง
เย่ถังรีบยัดเนื้อเสียบไม้ชิ้นสุดท้ายในมือตัวเองเข้าปาก แล้วยกมือยอมแพ้ทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ “หมดแล้ว ๆ หมดจริง ๆ กระต่ายสามตัวลงท้องคุณไปหมดแล้ว ฉันเพิ่งได้กินแค่คำเดียว ยังจะมองฉันอีกเหรอ?”
โยวเลี่ยเบือนสายตาไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ก้มลงเลียอุ้งเท้าหน้าของตัวเอง ทำเหมือนไม่ได้ยิน
เมื่อกินอิ่มแล้ว เย่ถังก็ดับกองไฟ เก็บกระเป๋าเดินทางเข้าไปในมิติ แล้วออกเดินทางต่อ
พอมีอาหารอยู่ในท้อง เรี่ยวแรงที่ขาก็กลับคืนมาบ้าง แต่ร่างเดิมนี้อ่อนแอเสียจนแทบประคองตัวเองไม่ไหว เดินไปได้ไม่ถึง 20 นาที เธอก็เริ่มหอบแล้ว
เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ทุกครั้งที่ก้าวก็รู้สึกได้ว่าน่องกำลังสั่นระริก
เธอกัดฟันฝืนเดินต่อไปอีกช่วงหนึ่ง ในที่สุดก็หยุดลงใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะพิงลำต้นแล้วค่อย ๆ ไถลตัวลงนั่งกับพื้น หอบหายใจเฮือกใหญ่
แสงในป่าเริ่มมืดลงแล้ว ท้องฟ้าที่มองเห็นผ่านช่องว่างบนเรือนยอดไม้เปลี่ยนจากสีฟ้าอ่อนเป็นสีส้มหม่น ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก อุณหภูมิในป่าลดลงหลายองศาโดยไม่รู้ตัว
เย่ถังร้อนใจ เธอจะค้างคืนในป่าไม่ได้เลย ไม่อยากรู้สักนิดว่าหลังฟ้ามืด ป่าดิบผืนนี้จะกลายเป็นแบบไหน
แต่ขาของเธอไม่ยอมทำตามใจ จึงทำได้เพียงพิงลำต้น หลับตาพักสองนาที พลางคำนวณในใจว่าถ้าเดินด้วยความเร็วเท่านี้จะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงเรือนจำหมายเลขศูนย์
เมื่อลืมตาขึ้น เงาสีเทาเงินร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง
โยวเลี่ยเดินตามหลังเธอมาตั้งแต่เธอหยุดฝีเท้า พอเห็นเธอเดินสองก้าวก็หอบสามที คิ้วของเขาก็ขมวดแน่น
