เวินอี้พองแก้มเล็กน้อย สุดท้ายก็จำต้องหยิบแซนด์วิชในถุงขึ้นมา แล้วโน้มตัวเข้าไปนิดหนึ่ง ค่อย ๆ ยื่นไปตรงริมฝีปากชายหนุ่ม
เมื่อมองใบหน้าด้านข้างที่มีสันกรามคมชัดของเขา เธอก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
“คุณ...อ้าปากสิ”
หานมู่เฉินเห็นแซนด์วิชที่หญิงสาวยื่นมาให้ หางตาเหลือบเห็นใบหูของเธอแดงระเรื่อชวนมอง จึงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะให้ความร่วมมืออ้าปากกินหนึ่งคำ
“ไม่เลว หอมดี”
เวินอี้ “...”
“ต่อสิ ยังไม่อิ่มเลย” หานมู่เฉินบอก
เวินอี้แอบถลึงตามองชายหนุ่มทีหนึ่ง สมกับเป็นคุณชายที่เกิดในตระกูลร่ำรวยจริง ๆ ทั้งตัวมีแต่นิสัยเอาแต่ใจ ต้องให้คนคอยปรนนิบัติ
เธอบ่นงึมงำอยู่ในใจ แต่ก็ยังต้องยื่นแซนด์วิชให้เขาอีก
ชายหนุ่มอ้าปากอย่างเอื่อยเฉื่อย กินอย่างเอร็ดอร่อย
แซนด์วิชชิ้นเดียว เขากินจนกระทั่งถึงบริษัทถึงได้หมด
เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามเรื่องแผนงาน เธอก็ร้อนใจแทบแย่ อยากจะยัดแซนด์วิชทั้งชิ้นเข้าปากเขาให้หมด ๆ ไป
กินแซนด์วิชคำเดียว จำเป็นต้องกินช้าขนาดนั้นเลยหรือไง?
กินทีละคำเล็ก ๆ ดูสง่างามยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
ราวกับเขากะเวลาไว้พอดิบพอดี พอกินแซนด์วิชหมด รถของเขาก็มาถึงบริษัทเช่นกัน
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ลงรถ”
เวินอี้นั่งนิ่งไม่ขยับ
หานมู่เฉินหันมามองเธอ พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เวินอี้เม้มริมฝีปาก “เอ่อ เรื่องแผนงาน คุณยังไม่ได้บอกฉันเลย...”
“อ้อ เกือบลืมไปเลย” หานมู่เฉินตอบ
เวินอี้ “...”
น่าหมั่นไส้จริง ๆ!
เธอฝืนยิ้ม “ช่วยบอกฉันเร็ว ๆ ได้ไหมคะ เวลาใกล้จะไม่พอแล้ว”
