หานมู่เฉินเพิ่งตอบข้อความของเวินอี้เสร็จ เฉิงหลินที่ยืนรออยู่ข้าง ๆ เพื่อรับเอกสารที่ตรวจแล้วก็อดถามไม่ได้
“ท่านประธานครับ แผลที่ริมฝีปากต้องทายาหรือเปล่าครับ?”
ตอนท่านประธานเพิ่งมาถึงบริษัท แผลก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เมื่อครู่เขาเพิ่งเขี่ยมันเล่นอยู่สองสามที ตอนนี้เลยดูหนักขึ้น
หานมู่เฉินเลิกเปลือกตาขึ้น มองเฉิงหลินอย่างไม่ใส่ใจ “จำเป็นด้วยหรือ?”
เฉิงหลินสงสัย “ไม่จำเป็นเหรอครับ?”
หานมู่เฉินยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “คุณคิดว่าไงล่ะ?”
เฉิงหลินกะพริบตาปริบ ๆ คล้ายเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว จึงพยักหน้า “ก็จริงครับ ไม่จำเป็น แถมรอยแผลตรงริมฝีปากของท่านประธานยังดูดีมากด้วย น่ามองสุด ๆ”
หานมู่เฉินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “สายตาดีนี่ แต่ความสามารถยังต้องพัฒนาอีกหน่อย”
เขาเลื่อนเอกสารที่ตรวจเสร็จแล้วไปตรงหน้าเฉิงหลิน “ข้อมูลสามชุดที่ผมวงไว้ เอากลับไปตรวจสอบและแก้ใหม่”
เฉิงหลินคิดในใจว่า น่าแปลก ปกติข้อมูลผิดทีไรท่านประธานปากร้ายต้องด่าเขา แต่นี่กลับไม่ว่าอะไรสักคำ เป็นครั้งแรกเลย
เขาหยิบเอกสารขึ้นมายืนตัวตรง “รับทราบครับ ผมจะรีบไปแก้เดี๋ยวนี้”
หลังเฉิงหลินออกไป หานมู่เฉินก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กวาดตามองแวบหนึ่ง
ผ่านไปสามนาทีแล้ว เธอยังไม่ตอบเขา
นิ้วมือขยับเล็กน้อย คล้ายอยากส่งอะไรไปหา
แต่พอคิดอีกที เขาก็ลบข้อความทิ้ง
ดูเหมือนเขากำลังตามตื๊อเธอเกินไป
นิ้วยาวเรียวเคาะโต๊ะเบา ๆ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกหูโทรศัพท์ตั้งโต๊ะขึ้น “แจ้งทุกแผนก เลื่อนประชุมบ่ายสามโมงมาเป็นสิบโมงเช้า”
……
อีกด้านหนึ่ง
ผู้อำนวยการหลิวเดินมาหาเวินอี้เพื่อแจ้งว่า “เวินอี้ ท่านประธานเพิ่งแจ้งทุกแผนกให้เลื่อนประชุมช่วงบ่ายมาเป็นสิบโมงเช้า พาวเวอร์พอยต์เป็นฝีมือคุณ เดี๋ยวไปกับผมด้วย”
