จิ่นเฉาเฉาไม่ได้ใส่ใจกับการจากไปของฟู่เซี่ยวอันเลยสักนิด
เธอยังคงจัดของในกระเป๋าต่อไป
กระเป๋าถือที่เธอพกติดตัวนั้นใบเล็กมาก แต่เพราะผ่านการดัดแปลงด้วยยันต์มิติ จึงสามารถใส่ของได้มากมาย
เธอหยิบภาพวาดภาพหนึ่งออกมา แขวนไว้ในตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดของห้อง
ทันทีที่คลี่ภาพวาดออก ภาพเงาของหญิงชราคนหนึ่งก็ลอยออกมาจากด้านใน
“หลานสาว ดูท่าเจ้าจะพักอยู่ในตระกูลฟู่ได้สำเร็จแล้วสินะ ท่านสามีที่ยายเลือกให้เป็นยังไง หล่อเหลามั้ย?”
จิ่นเฉาเฉาวางกระถางธูปลง จากนั้นจุดธูปหนึ่งดอกเพื่อเซ่นไหว้
“หน้าตาน่ะไม่ต้องพูดถึง แต่เขาไม่ชอบข้า อีกทั้งยังไม่ยอมแต่งงานกับข้าด้วยล่ะ!”
หญิงชราเต็มไปด้วยสีหน้าเมตตา ดวงตายิ้มปริ่มเอ่ยว่า “หลานสาวข้าสวยปานนี้ เก่งกาจปานนี้ ตอนนี้เขาไม่ชอบเจ้า ก็ไม่ได้หมายความว่าวันหลังจะไม่ชอบเจ้า”
จิ่นเฉาเฉาไม่อยากพูดมาก จุดธูปเสร็จ ก็ถวายขนมเค้กให้หญิงชราอีกหนึ่งชิ้น
หญิงชรานั่งขัดสมาธิลอยอยู่กลางอากาศ สูดดมจากโต๊ะบูชาครั้งหนึ่ง พลันรู้สึกอิ่มเอมท้องไส้
ทันใดนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นด้วยความยินดี “เด็กนั่นแห่งตระกูลฟู่ กลับมาหาเจ้าแล้ว ข้าไปก่อนล่ะ”
จิ่นเฉาเฉาเงยหน้ามองไปทางประตู ปรากฏว่าฟู่เซี่ยวอันเดินวกกลับมาด้วยท่วงท่าลำพองอีกครั้งจริงๆ
“เจ้าบอกว่าคืนนี้ข้าจะมีเคราะห์ แล้วจะแก้อย่างไร?”
“ยันต์คุ้มภัยหนึ่งแผ่น แปดหมื่น!” จิ่นเฉาเฉาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สิ้นคำพูดของนาง
ฟู่เซี่ยวอันเปลี่ยนสีหน้า “เจ้าเห็นแก่เงินจนเป็นบ้าไปแล้วรึ!”
จิ่นเฉาเฉาเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ “คืนนี้เจ้าจะเจอเคราะห์ใหญ่ แปดหมื่นนี่ลดให้เจ้าแล้วนะ เอาจ่ายเงิน ไม่เอาก็ตามใจ!”
น้ำเสียงนี่ผยองยิ่งกว่าฟู่เซี่ยวอันเสียอีก
ฟู่เซี่ยวอันเดือดดาลจนกระโดดตัวลอยอีกครั้ง
นางบอกกับตัวเองว่า ถ้าซื้อยันต์คุ้มภัยของจิ่นเฉาเฉาล่ะก็ สมองคงมีรูโหว่แน่ๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฟู่เซี่ยวอันถือยันต์คุ้มภัยออกจากบ้านไปอย่างสบายใจ
นางจะดูเสียหน่อย ว่ายันต์คุ้มภัยงี่เง่านี่มีประโยชน์อะไร
ถ้าคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แปลว่าจิ่นเฉาเฉากำลังหลอกลวงนาง
ถึงตอนนั้นอย่าว่าจะแต่งเข้าตระกูลนางเลย แค่พักอยู่ นางก็จะทำให้นางอยู่ไม่เป็นสุข
ส่งฟู่เซี่ยวอันไปแล้ว
คุณยายก็ลอยออกมาจากภาพวาดอีกครั้ง
“เฉาเฉา ปกติเจ้าไม่เคยคิดเงินใครมากมายขนาดนี้ วันนี้เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้คนแห่งสำนักเสวียน พึงยึดการบำเพ็ญตบะเป็นหลัก อย่าหลงใหลในเงินทอง อำนาจบารมี นี่คือกฎที่บรรพชนทิ้งไว้
จิ่นเฉาเฉาเปิดหนังสือเล่มหนึ่ง พิงโซฟาอ่าน “ก็หาเงินน่ะสิ เมื่อก่อนไม่คิดเงิน ก็เพราะคิดแล้วก็เก็บไว้ไม่ได้ พอได้พักในตระกูลฟู่แล้ว คิดว่าคงจะได้ยืมวาสนาของว่าที่สามีบ้าง”
คุณยายฟังแล้วเปลี่ยนสีหน้า “เฉาเฉา ยายบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว อย่าไปยึดติดของทางโลกมาก มันจะนำสิ่งไม่ดีมาสู่ตัวเจ้า”
จิ่นเฉาเฉาไม่ได้ใส่ใจ “ข้าจนมาเกือบยี่สิบปีแล้วล่ะ บำเพ็ญบุญกุศลทุกวัน บุญบารมีก็ล้นออกมาแล้ว ข้าจะดูหน่อย ว่าการเห็นแก่เงินจะส่งผลร้ายแค่ไหน ยายต้องรู้ไว้นะ ขนมเค้กที่ยายกินน่ะต้องใช้เงินซื้อ!”
ยายอยากจะพูดอะไรอีก แต่พอคิดถึงเค้กชิ้นโปรดแสนแพง สุดท้ายก็กลืนคำพูดที่อยู่ริมฝีปากลงคอไป
นางก็รู้ว่าเวลาเปลี่ยนไปแล้ว มุมมองเรื่องการใช้จ่ายของผู้คนก็เปลี่ยนไป
*
ฟู่เซี่ยวอันออกไปเที่ยวตอนบ่าย จนฟ้ามืดถึงได้บอกลาเพื่อนๆ
ตลอดทางนางตื่นตระหนกหวาดกลัว คิดว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ แต่เมื่อมาถึงบ้านแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
กลับถึงบ้าน นางตรงดิ่งมาที่หน้าประตูของจิ่นเฉาเฉาอย่างเดือดดาล แล้วเคาะประตู
ประตูเปิดออก
จิ่นเฉาเฉาเปลี่ยนจากชุดที่ขาดวิ่นรุ่งริ่งนั่นแล้ว สวมชุดนอนผ้าไหม เรือนร่างงดงามมีเสน่ห์นั้นดูคล้ายเจ้าหญิงน้อยที่อิดโรยและน่ารักขึ้นมาบ้าง
พอนึกขึ้นได้ว่าเสื้อผ้าชุดนี้ซื้อมาจากเงินที่หลอกลวงนางมา นางก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
“เจ้าว่าข้าจะเจอเคราะห์ แล้วเคราะห์อยู่ไหน?” ฟู่เซี่ยวอันรุกเร้าข่มขู่
จิ่นเฉาเฉาพิงกรอบประตู จ้องดูไอสีเลือดที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ ตรงหว่างคิ้วของนาง ยิ้มบางๆ “มีเคราะห์หรือไม่นั้นไม่สำคัญ สำคัญก็คือของที่ขายออกไปแล้วไม่รับคืน รังเกียจนักก็คืนข้ามา!”
นางยื่นมือไปตรงหน้าฟู่เซี่ยวอัน
ฟู่เซี่ยวอันกัดฟันกรอดๆ โกรธจนหัวร้อน “ไม่เคยเห็นใครหน้าหนาอย่างเจ้ามาก่อน หลอกตังค์คนอื่นก็แล้ว ยังมาบุ่มบ่ามยโสโอหังแบบนี้อีก ข้าจะฟ้องท่านพี่กับท่านปู่ ให้เจ้าไสหัวออกจากบ้านข้าเร็วๆ”
จิ่นเฉาเฉายักไหล่ไม่ใส่ใจ “งั้นก็ไปฟ้องสิ!”
ฟู่เซี่ยวอันโกรธจัด ตบมือจิ่นเฉาเฉาอย่างแรงทีหนึ่ง แต่ไม่ได้คืนยันต์คุ้มภัยให้
นั่นคือของที่นางซื้อด้วยเงิน แม้จะถูกหลอก นางก็จะคืนไปเฉยๆ ไม่ได้
นางยังจะใช้ยันต์คุ้มภัยเป็นหลักฐาน ฟ้องร้องต่อท่านพี่ใหญ่
ฟู่เซี่ยวอันเดินจากไปอย่างเดือดดาล
นางกำลังจะไปหาท่านปู่เพื่อฟ้องเรื่องนี้ โทรศัพท์ในตัวก็ดังขึ้นรัวๆ
“เซี่ยวอัน ข้าสืบได้แล้ว จี้เซี่ยนจืออยู่ที่เทียนหวงเอ็นเตอร์เทนเมนท์คลับ รีบมามินิเดทเร็ว”
ฟู่เซี่ยวอันหมดอารมณ์จะมาโกรธกับจิ่นเฉาเฉาอีกแล้ว วางสายโทรศัพท์ นางก็เหมือนนกน้อยที่แสนสุข วิ่งพรวดพราดออกจากบ้านไป
นางขับรถด้วยความเร็วสูงสุด รถเฟอร์รารีหรูแล่นฉิวไปบนท้องถนน
ทันใดนั้นที่หัวมุมถนน มีรถบรรทุกสินค้าเต็มคันคันหนึ่งพุ่งออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ชนเข้ากับตำแหน่งคนขับของรถเฟอร์รารีเต็มแรง
รถสปอร์ตถูกชนกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร รถบรรทุกถึงได้หยุดอย่างกระทันหัน
ทุกคนเห็นว่าตัวรถเฟอร์รารีด้านคนขับยุบตัวลงไปทั้งแถบ ในใจล้วนเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
วันนี้คนที่อยู่ในรถนั่น ถึงไม่ตาย ก็ต้องบาดเจ็บสาหัสแน่ๆ
บางคนร้องตะโกน บางคนแจ้งตำรวจ ก็มีคนพุ่งเข้าไปหวังจะช่วยเหลือผู้โดยสารในรถ
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกเข้าไปใกล้รถเฟอร์รารี ประตูฝั่งผู้โดยสารก็ถูกมือขาวผ่องข้างหนึ่งผลักเปิดออกมา
ฟู่เซี่ยวอันไอพลางคลานออกจากรถ สมองทั้งใบถูกคลื่นอาการมึนงงเข้าโจมตี ไม่อาจแยกแยะทิศทางใดๆ ได้เลย
เมื่อครู่นี้เอง นางรู้สึกเพียงว่าตาพร่ามัว ภาพรอบข้างเลือนราง รถบังคับไม่ได้เลย
หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางก็จำไม่ได้แล้ว
พอนางคลานออกจากประตูรถ เห็นตำแหน่งคนขับที่ยุบตัวแทบไม่เหลือสภาพเดิม คนทั้งร่างก็เหมือนถูกฟ้าผ่า
อุบัติเหตุร้ายแรงขนาดนี้ นางกลับไม่เป็นอะไรเนี่ยนะ?
มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
นางตั้งสติได้ ก็รีบล้วงหายันต์คุ้มภัยที่อยู่ในตัวทันที
นางจำได้ว่าหลังจากซื้อมา ก็เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อที่พกติดตัวตลอด
พอเอื้อมมือไปจับ กลับได้เพียงผงสีเทาจางๆ กำมือหนึ่ง ยันต์คุ้มภัยหายไปนานแล้ว
ฟู่เซี่ยวอันตะลึงงันไปหลายวินาที
นางรีบลูบหน้าลูบแขน แล้วลูบจมูก ทั้งหมดล้วนสมบูรณ์ไร้ร่องรอย
บนตัวไม่มีแม้แต่รอยถลอกเลยสักนิด
ช่างเหลือเชื่อเสียจริง
ถ้าอย่างนั้น ยันต์คุ้มภัยที่จิ่นเฉาเฉาขายให้นาง มันมีประโยชน์จริงๆ
นางไม่ได้ถูกหลอกน่ะหรือ?
*
ห้องนอนของจิ่นเฉาเฉา
นางนอนอยู่บนเตียง ฟังยายกระซิบกระซาบข้างหู “ที่รัก ยังไม่ลงมืออีกหรือ ว่าที่สามีของเจ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย ถ้าเจ้าไม่ไปช่วย เขาใกล้ตายแล้วนะ”
จิ่นเฉาเฉากลอกตาใส่ “กว่าสิบปีที่ผ่านมา ตอนข้าไม่อยู่เขาก็ไม่ตายสักหน่อย ทำไมพอข้ามา เขาถึงไม่ไหวขึ้นมาล่ะ?”
ยายชินกับลิ้นที่แหลมคมของยัยนี่แล้ว
“บางอย่างก็พูดยากอยู่หรอก ก็เหมือนในดวงชะตาเจ้าไม่มีความมั่งคั่งนั่นแหละ ดวงตาชะตาของเจ้ากับเขาเชื่อมโยงกันมานานแล้ว ชีวิตครึ่งหลังน่ะ เจ้ายังอยากมีชีวิตที่ร่ำรวยอยู่หรือไม่?”
จิ่นเฉาเฉาจนใจ ลุกขึ้นจากเตียง
คิดถึงท่าทีที่ฟู่ถิงยวนมีต่อนาง ในใจก็ไม่อยากเอาหน้าเข้าไปให้เขารังเกียจเท่าไหร่นัก