จิ่นเฉาเฉาไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพียงยิ้มแล้วถามว่า “วันนี้คุณมาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
จางอี้ฮวายื่นขนมกุ้ยฮวาในมือให้ “นี่เป็นของฝากเล็ก ๆ ที่น้องสาวผมฝากมาให้คุณ หวังว่าคุณจะรับไว้นะครับ”
ในเมื่อเป็นของที่จางจื่อเยียนฝากมา เธอก็ไม่สะดวกปฏิเสธ
เธอรับมาด้วยสองมือ แล้ววางไว้บนโต๊ะข้าง ๆ
จางอี้ฮวามองการตกแต่งร้านแวบหนึ่ง การตกแต่งผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายโบราณ มองจากด้านนอกเห็นหน้าร้านเล็กนิดเดียว แต่ใครจะคิดว่าข้างในกลับกว้างขวางเกินคาด
ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางหรือการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ล้วนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
แม้แต่โต๊ะน้ำชาที่ใช้รับรองแขกก็ยังให้ความรู้สึกหรูหราจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง
จิ่นเฉาเฉากระแอมเบา ๆ แล้วชี้ไปยังที่นั่งข้างไป๋เย่ซี “ในเมื่อคุณจางมาแล้ว พอดีพวกเรากำลังชิมชา เชิญมาร่วมวงด้วยกันได้นะคะ”
วันนี้จางอี้ฮวาสวมสูทสีดำ รูปร่างกำยำบึกบึนทำให้เขาดูสูงใหญ่และน่าเกรงขาม
โดยเฉพาะใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมเปี่ยมอำนาจ น้ำเสียงกังวานหนักแน่นจนสะเทือนไปถึงหู ชวนให้รู้สึกถึงแรงกดดันอย่างบอกไม่ถูก
เขานั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือ
จิ่นเฉาเฉาจึงกลับไปนั่งที่เดิม แล้วเริ่มชงชา
ไม่ว่าจะเป็นการรินน้ำ การชง หรือการเทชา ทุกท่วงท่าต่อเนื่องลื่นไหล นิ้วเรียวยาวขาวนวลอ่อนช้อยดุจนักร่ายรำ ทำให้ขั้นตอนชงชาดูมีชีวิตชีวาและน่ามอง
ชาถ้วยหนึ่งถูกวางลงตรงหน้าจางอี้ฮวา
เขาได้กลิ่นหอมหวานสดชื่นราวกับสายฝนในฤดูใบไม้ผลิ
ยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งคำ
กลิ่นชาที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนอบอวลขึ้นในโพรงจมูก กระตุ้นต่อมรับรส
