จิ่นเฉาเฉาเป็นคนแรกที่ได้สติ เธอฉีกยิ้มให้ฟู่ถิงยวนอย่างสดใส “คุณฟู่ แต่งงานกันไหมคะ?”
ตอนแรกฟู่ถิงยวนยังคิดว่าสภาพมอมแมมของเธอ ราวกับเพิ่งคลานขึ้นมาจากโคลน ช่างน่าเวทนาอยู่บ้าง
แต่พอได้ยินคำพูดของเธอ ดวงตาเย็นชาหยิ่งทระนงของเขาก็ยิ่งเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “ผมไม่ได้รอคุณ!”
เขาวางนิตยสารการเงินลง แล้วหันหลังเดินขึ้นชั้นบนโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมา
ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังสูงโปร่งสง่างาม ดูหยิ่งผยองและไร้หัวใจของเขาให้จิ่นเฉาเฉามองตาม
จิ่นเฉาเฉากลอกตาใส่เขา ก่อนหันไปถามเจ้าจิ้งจอกเฒ่า “คุณว่า คนเรามีชีวิตอยู่ทำไมถึงยากขนาดนี้นะ?”
โชคดีอยู่อย่างเดียวคือเธออาศัยอยู่ในตระกูลฟู่ จึงได้อานิสงส์จากโชคชะตามาบ้าง
ส่วนเงินที่เธอหาได้จากฟู่เซี่ยวอันก็ยังเก็บไว้ได้
เช้าวันถัดมา
จิ่นเฉาเฉายังหลับอยู่ ก็มีคนเคาะประตูห้องอย่างสุภาพ
เธอสวมชุดนอน ใส่รองเท้าแตะแล้วเดินไปเปิดประตู
ฟู่เซี่ยวอันยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าลังเลใจเมื่อมองเธอ
จิ่นเฉายังงัวเงีย พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนอยากพูดแต่ไม่พูด ก็เริ่มหมดความอดทน “มีอะไรก็พูดมา!”
ฟู่เซี่ยวอันหน้าแดงก่ำ อ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะเอ่ยเรียกออกมาได้ “พี่สะใภ้!”
จิ่นเฉาเฉาได้ยินแล้วเกือบหัวทิ่มลงไปกับพื้น “คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ?”
ฟู่เซี่ยวอันเห็นชัด ๆ ว่าเธอได้ยินแล้ว แต่ยังถามย้ำอีก จึงกระทืบเท้าด้วยความเขินอายระคนขุ่นเคือง “พี่สะใภ้ค่ะ คุณปู่บอกว่าถ้าพี่อยู่บ้านเราแล้วมีอะไรที่ไม่คุ้นเคยก็บอกฉันได้ อีกสักครู่ถ้าพี่ว่าง ฉันพาไปเดินชอปปิงได้นะคะ”
