ในฐานะคนเป็นแม่ ความห่วงใยที่มีต่อลูกนั้น มีเพียงตัวเธอเองที่รู้ดีที่สุด
จิ่นเฉาเฉาย่อมไม่ปฏิเสธ ตระกูลเลิ่งก็นับเป็นตระกูลที่ควรคบหา หากความสัมพันธ์ดี ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเธอหรือตระกูลฟู่ก็ล้วนเป็นเรื่องดี
อย่างไรเสีย วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล มีเพื่อนเพิ่มอีกคนก็เหมือนมีทางเพิ่มขึ้นอีกสาย
เมื่อเห็นคนในครอบครัวเข้ากับจิ่นเฉาเฉาได้ดี เลิ่งอวี่ก็พลอยดีใจไปด้วย
งานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งหนึ่ง ผู้อาวุโสจี๋ก็มาหาจิ่นเฉาเฉา
ชายชราอายุแปดสิบกว่า แต่ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง ดวงตาคู่ชราภาพยังคงเฉียบคม
“คุณหนูจิ่น พอจะขอคุยด้วยสักครู่ได้ไหมครับ” ดูเหมือนเขามีเรื่องอยากพูด
จิ่นเฉาเฉาลุกจากโซฟา เดินตามเขาไปยังสวนของตระกูลเลิ่ง
ยามเที่ยงวัน แสงแดดด้านนอกแผดจ้า กระแสอากาศร้อนระอุทำให้เหงื่อผุดขึ้นทั่วร่างในพริบตา
ผู้อาวุโสจี๋ไพล่มือไว้ด้านหลัง พาจิ่นเฉาเฉาไปหยุดใต้ร่มไม้ในที่เปลี่ยวคน
ริมฝีปากของเขาขยับอยู่ครู่ใหญ่ คล้ายมีเรื่องอยากพูดแต่กลับเอ่ยไม่ออก ท้ายที่สุดก็ยังพูดขึ้นว่า “คุณหนูจิ่น ผมได้ยินตาแก่เลิ่งบอกว่าคุณเป็นคนในสำนักเสวียน ช่วงนี้บ้านผมเกิดเรื่องประหลาดขึ้นเรื่องหนึ่ง อยากเชิญคุณไปช่วยดูหน่อยครับ”
“ประหลาดอย่างไรคะ” จิ่นเฉาเฉาถาม
“หลานชายคนเล็กของผมบอกว่า กลางดึกมักได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ข้างนอกหน้าต่าง แต่พอเปิดหน้าต่างดูกลับไม่เห็นอะไรเลย ช่วงนี้เด็กคนนั้นป่วย เข้าโรงพยาบาลรักษามาหนึ่งสัปดาห์แล้วก็ยังไม่ดีขึ้น”
ที่จริงเขาไม่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับ
