จิ่นเฉาเฉารู้ว่าเธอไม่เข้าใจความหมาย จึงอธิบายให้ฟังว่า “โดยคร่าว ๆ หมายถึง ชีวิตยามถือกำเนิดนั้นเลือนรางไร้รูป เมื่อเปลี่ยนแปลงจึงเกิดปราณ ปราณเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจึงเกิดรูปร่าง และเมื่อรูปร่างเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจึงมีชีวิตขึ้นมา”
“ทุกคนล้วนถือกำเนิดมาไม่ต่างกัน หลังจากนั้นเราก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ระหว่างเติบโต จนกลายเป็นตัวเราในวันนี้ บางคนกลายเป็นคนเลว บางคนกลายเป็นคนดี บางคนหมั่นเรียนรู้จนมีความรู้กว้างขวาง แต่บางคนกลับสับสนไปทั้งชีวิต แล้วยังเอาแต่โทษฟ้าโทษดิน”
หม่าเจียวจ้องถ้วยทองตรงหน้า น้ำตาที่ไหลรินพลันหยุดลง
ความหมายของจิ่นเฉาเฉาคือ คนเราต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง
แม้เกิดมาเป็นดิน แต่ก็สามารถผ่านการเผาจนกลายเป็นเครื่องเคลือบได้
“ถ้าอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น” จิ่นเฉากล่าวต่อ “ดวงชะตาเป็นอันดับหนึ่ง โชคเป็นอันดับสอง ฮวงจุ้ยเป็นอันดับสาม การสั่งสมความดีเป็นอันดับสี่ การศึกษาเป็นอันดับห้า... อย่างน้อยคุณก็ต้องมีสักอย่าง หากเกิดมาไม่ได้มีชะตาดี ก็ขยันศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ให้มาก หากโชคไม่ดี ก็สั่งสมความดีให้มาก ความทุกข์ของคุณล้วนเกิดจากการมองโลกไม่กว้างพอ ทนความลำบากไม่ได้ ความคิดตื้นเขิน เกียจคร้าน เห็นแก่ตัว พอเจอปัญหาก็ถอยหนี จิตใจว่างเปล่าแต่กลับไม่ยอมเรียนรู้ เอาแต่สงสารตัวเอง โทษโชคชะตาว่าไม่ยุติธรรม ทั้งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง... นิสัยแย่ ๆ เหล่านี้ ลองดูสิว่าคุณมีข้อไหนบ้าง”
หม่าเจียวรู้สึกราวกับถูกค้อนหนักทุบลงกลางศีรษะ