ภายในเมืองฉางอัน บรรดาขุนพลและผู้มีอำนาจของกองทัพหวงเฉาที่เคยกร่างวางอำนาจ บัดนี้หาเหลือสภาพเดิมไม่
ทุกคนต่างตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เริ่มจากทุพภิกขภัยที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน ทำให้จำนวนประชากรในเมืองลดลงอย่างรวดเร็ว บ้างหลบหนี บ้างเสียชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายและความหิวโหย ยามนี้ฉางอันเหลือประชากรเพียงแสนกว่าคนเท่านั้น คำกล่าวว่าบ้านสิบหลังว่างเปล่าไปถึงเก้าหลังมิใช่คำกล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย ไม่เหลือเค้าของมหานครที่ครั้งหนึ่งมีประชากรนับล้านเลย
เพลิงไหม้จากความวุ่นวายลุกลามกินพื้นที่เกือบครึ่งเมืองฉางอัน ตั้งแต่ประตูเหยียนซิงไปจนถึงวังต้าหมิง บ้านเรือนและหอคอยหลายพันหลังถูกเผาวอด ครั้นย่างเข้าสู่ฤดูหนาว กองทัพทางการปิดล้อมเมืองไว้ ไม่มีฟืนถ่านจากนอกเมืองส่งเข้ามา ชาวเมืองที่ยังรอดชีวิตจึงได้แต่รื้อแผ่นไม้จากบ้านมาเผาให้ความอบอุ่น
เพราะขาดแคลนเสบียง การกินคนกันเองในฉางอันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป โดยเฉพาะศพของผู้คนที่อดตายตามถนน ถึงกับกลายเป็นทรัพย์ล้ำค่าที่เหล่าคนพาลและทหารแตกแถวแย่งชิงกัน
หลังศึกป้าซ่าง หวงเฉาเริ่มเกณฑ์ชายฉกรรจ์ในเมืองอย่างหนัก เพื่อเพิ่มกำลังให้กองทัพต้าฉี
แต่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเกณฑ์อย่างเข้มงวด ก็มีผู้คนมากมายสมัครเข้าร่วมเอง อย่างน้อยก็ยังได้ข้าวต้มจืด ๆ มาประทังชีวิต
ถึงกระนั้น เสบียงสำรองของหวงเฉาก็ใกล้หมดเต็มที
แม้ก่อนหน้านี้ฉางอันจะมีเสบียงสะสมไม่น้อย อีกทั้งพวกเขายังยึดทรัพย์จากคหบดีทั่วทั้งเมืองมาแล้ว แต่ก็ไม่อาจต้านทานการกินใช้ตลอดสามปีได้
ยามนี้กำลังพลที่เหลืออยู่แปดหมื่นนาย บวกกับชายฉกรรจ์ที่เพิ่งเกณฑ์มาอีกสี่หมื่นคน มีเสบียงเหลือเพียงพอกินได้เจ็ดวันเท่านั้น
และนั่นยังเป็นหลังจากลดปริมาณเสบียงลงเป็นลำดับแล้ว ทหารองครักษ์ชั้นในยังได้กินอาหารอิ่มหนึ่งมื้อ ทหารชั้นนอกได้ข้าวต้มจืดสองมื้อ ส่วนชายฉกรรจ์ที่เพิ่งเข้าร่วมกองทัพ ทำได้เพียงประทังชีวิตด้วยข้าวต้มถั่วและธัญพืชหยาบ
หวงเฉาเองก็เข้าใจดีว่าตนนั่งรอความตายต่อไปไม่ได้แล้ว
