วันถัดจากงานเลี้ยง หวังเจี้ยนขอลาจากหลี่เย่
คราวนี้เขามาเข้าเฝ้าโดยมีองครักษ์ติดตามมาเพียงร้อยกว่าคน
หยวนสีเสนอให้รั้งอีกฝ่ายไว้ที่เซียงอู่ก่อน แล้วส่งคนถือหลักฐานประจำตัวของหวังเจี้ยนไปยังหยวนโจว นำกำลังใต้บังคับบัญชาของเขามาสวามิภักดิ์ วิธีนี้จะได้มั่นใจว่าไม่เกิดเรื่องพลิกผัน
แต่หลี่เย่ยังคงเลือกที่จะเชื่อใจหวังเจี้ยน
หลังหวังเจี้ยนจากไป หลี่เย่ก็พำนักอยู่ที่เซียงอู่เพื่อรอคอยอย่างสงบ
เป็นไปดังคาด ห้าวันให้หลัง หวังเจี้ยนพาคนสองพันห้าร้อยนาย จากผิงเกาแห่งหยวนโจว มาถึงซีว่าถิง
เพื่อแสดงความจริงใจ หวังเจี้ยนรวบรวมเหล่าขุนพลและคนสนิทกว่าร้อยคนไว้ข้างกาย ก่อนควบม้าข้ามซีว่าถิงตรงไปพบหลี่เย่อีกครั้งที่เซียงอู่
นับว่าจริงใจอย่างยิ่งแล้ว กองทัพโบราณนั้น แม่ทัพมิอาจเพียงตะโกนคำเดียวแล้วคาดหวังให้ทุกคนขานรับพร้อมกันได้ โดยมากมักต้องสร้างกลุ่มคนสนิทที่สื่อสารกันได้โดยตรงขึ้นมาหลายร้อยถึงพันคน แล้วจึงอาศัยคนเหล่านี้ควบคุมกำลังพลนับหมื่น
คนเหล่านี้ในสมัยถังเรียกว่าทหารประจำจวน ในสมัยหมิงเรียกว่าทหารประจำตระกูล ส่วนสมัยชิงเรียกว่าทหารติดตามม้า
คนกว่าร้อยที่หวังเจี้ยนพามาด้วย คือรากฐานที่ทำให้เขาควบคุมกองทัพทั้งกองได้ หรือก็คือ “พี่น้องร่วมรบเก่าแก่” ที่เคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้
หลี่เย่ออกเมืองมาต้อนรับด้วยตนเอง ย่อมไม่ปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม
เขาแต่งตั้งหวังเจี้ยนเป็นปิงหม่าสื่อปีกซ้ายแห่งกองทัพเซี่ยวเจี๋ย ให้ติดตามอยู่ข้างกายหลี่เย่โดยตรงนับแต่นั้น
ส่วนผู้ช่วยงานทหารกว่าร้อยคนที่หวังเจี้ยนพามาด้วย หลี่เย่ก็มอบตำแหน่งให้ตามหน้าที่ ตั้งแต่รองหัวหน้ากองไปจนถึงฟู่เจี้ยง (รองแม่ทัพ) แล้วจัดให้เข้าประจำกองทัพซั่วฟางและกองทัพเหอซี
เพียงแต่พวกเขาต้องผลัดกันไปเข้าศึกษาหลักสูตรระยะสั้นที่สำนักศึกษาการทหารและการปกครองแห่งหลิงโจว อยู่ที่นั่นหลายเดือน
แม้เพิ่งสวามิภักดิ์ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นปิงหม่าสื่อทันที ในกองทัพเซี่ยวเจี๋ยซึ่งเพิ่งแยกกำลังกัน ตำแหน่งของเขารองจากจางกุยป้าเท่านั้น นับว่าดูรวดเร็วไปบ้าง
แต่คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับ เพราะอีกฝ่ายมิได้มามือเปล่า หากยังนำกำลังมาร่วมด้วย
