เมืองเกษตรกรรมสำคัญภายใต้การปกครองของหลี่เย่ มิได้มีเพียงหลิงโจวแห่งเดียว
ยังมีเหลียงโจวทางตะวันตก และหุบเขาเหอหลงทางใต้ ทั้งสองแห่งล้วนเป็นแหล่งผลิตธัญพืชสำคัญ
การเกษตรนั้นให้ความสำคัญกับชลประทานเป็นอันดับแรก ด้วยเหตุนี้ การออกตรวจพื้นที่ครั้งนี้ของหลี่เย่จึงมุ่งกำกับดูแลกิจการชลประทานตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะการซ่อมแซมคลองส่งน้ำตามแนวแม่น้ำหวงเหอ
หลานโจวกับซ่านโจว (ซีหนิงในปัจจุบัน) แม้สภาพแวดล้อมจะไม่ดีเท่าหลิงโจว ทว่ามีทั้งการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ นับเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์
ตามคำชี้แนะของหลี่เย่ ชุยอี่ น้องเขยและผู้ตรวจการฝ่ายปกครองแห่งหลงโหย่ว ได้กำกับดูแลฟาร์มม้าของทางการในหลานโจวกับซ่านโจวอย่างใกล้ชิด
โชคดีที่แต่เดิมชาวทู่ป๋อก็นิยมเลี้ยงม้าศึกในแถบนี้อยู่แล้ว ฟาร์มม้าหลายแห่งจึงนำกลับมาใช้ได้โดยตรง
ด้วยเหตุนี้ หลี่เย่ยังเลื่อนตำแหน่งเชลยศึกทู่ป๋อกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีผลงานโดดเด่น แสดงความภักดีได้ดี และเชี่ยวชาญการเลี้ยงสัตว์ขึ้นเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะคนหนึ่งชื่อคังหมอ เดิมเป็นเชื้อสายห่าง ๆ ของตระกูลขุนนางทู่ป๋อ ยามศึกที่เถาโจว เขาเป็นผู้ดูแลม้าของชื่อเต๋อ รับผิดชอบป้องกันโรคระบาดในสัตว์ที่ติดตามกองทัพ จึงมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย
หลังถูกจับเป็นเชลย เขาเป็นฝ่ายเข้ามาสวามิภักดิ์เอง หลี่เย่ไม่รู้จักคนผู้นี้มาก่อน จางเฉิงเย่ในเวลานั้นส่งเขาไปอยู่ในค่ายแรงงานที่หลิงโจวเพื่อขุดคลอง ให้คอยดูแลสัตว์ที่ใช้บรรทุกเสบียง
ใครจะคิดว่าเขาทำได้ดีอย่างยิ่ง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา สัตว์บาดเจ็บและเจ็บป่วยมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดไว้มาก
จางเฉิงเย่เป็นคนรอบคอบ หลังให้คนสืบถามรายละเอียดจนแน่ชัดแล้ว จึงเสนอชื่อคนผู้นี้ต่อหลี่เย่
หลี่เย่จึงแต่งตั้งเขาเป็นเจียนมู่สื่อ (ผู้ตรวจการฝูงม้าหลวง)ประจำหน่วยดูแลม้าแห่งหลานโจวและซ่านโจว ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่
แม้ขั้นตำแหน่งจะไม่สูง เทียบได้เพียงกับนายอำเภอ แต่ฝ่ายนั้นกลับตั้งใจทำงานอย่างยิ่ง ถึงกับฝากจางเฉิงเย่มาสอบถามหลี่เย่โดยตรงว่า
“ท่านอ๋องประสงค์จะเลี้ยงม้าใช้งานหรือม้าศึกพ่ะย่ะค่ะ?”
