ไม่ต้องกล่าวถึงว่าหลี่เย่มีพรสวรรค์ในการครองแผ่นดินหรือไม่ หลังศึกสะพานเสียนหยาง กองทัพเซี่ยวเจี๋ยก็กลายเป็นขุมกำลังหัวเมืองที่มีแสนยานุภาพสูงสุดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกวนจง นับจากฉางอันไปทางตะวันตก
แม้ในยามนี้ หลังตรวจนับผู้บาดเจ็บล้มตายแล้ว กองทัพเซี่ยวเจี๋ยจะเหลือทหารที่ออกรบได้เพียงสองพันแปดร้อยกว่านาย
แต่หลี่เย่เชื่อมั่นว่า ทหารสองพันแปดร้อยกว่าคนในยามนี้กลับแข็งแกร่งกว่ากำลังพลสามพันห้าร้อยนายก่อนหน้าเสียอีก
ส่วนจำนวนคนหรือ? ก็ขยายกองทัพเสียก็สิ้นเรื่อง!
อย่างไรเสีย หลังหวงขุยตาย กองกำลังหลักของหวงเฉาทางตะวันออกก็ไม่อาจยื่นมือมาถึงซีจิงได้ จนกว่าหวงเย่ จูเวินและคนอื่น ๆ จะยกทัพกลับมาช่วย
หลี่เย่มีเวลาเหลือเฟือที่จะผนวกรวมพื้นที่และขยายกำลังพล
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจที่จะครอบครองเพียงเสียนหยางอีกต่อไป มิใช่เพราะโลภ หากแต่เมื่อคิดจะขยายกองทัพ ก็จำเป็นต้องมีพื้นที่มากพอสำหรับเลี้ยงดูไพร่พล
หากจำไม่ผิด หลังหวงเฉาเข้าฉางอันแล้ว สงครามระหว่างเขากับกองทัพถังยืดเยื้อยาวนานถึงสามปี
เวลานี้ยังไม่ทันผ่านไปครึ่งปี ศึกยืดเยื้อยังรออยู่เบื้องหน้า จึงต้องหาที่ตั้งหลักให้ได้ก่อน
หลี่เย่จึงส่งจิ้งเซียงกับหลี่เจิ้นไปยังเฟิ่งเทียน (ปัจจุบันคือเฉียนเซี่ยน) และหลี่เฉวียน เพื่อเข้าควบคุมคลังหลวงกับที่ว่าการ แน่นอนว่าแผนการของเขามิได้จำกัดอยู่เพียงสามอำเภอนี้ หากยังหมายรวมถึงปินโจวทางเหนือด้วย ปินโจวเป็นหัวใจของเขตปกครองปินหนิง ทั้งยังอยู่ติดเขตเมืองหลวง นับว่าอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก หลังเฉิงจงฉู่กับถังหงฟูสิ้นชีวิต ตำแหน่งเจ้าเมืองของเขตปินหนิงและจิงหยวนก็ว่างลง สถานการณ์ในปินโจวระส่ำระสาย เหลือเพียงทหารตกค้างจำนวนเล็กน้อยเฝ้ารักษาการณ์
ทว่าในยามนี้ หลี่เย่กลับรู้สึกว่าคนมีความสามารถในมือไม่เพียงพอ แม่ทัพมีมากก็จริง แต่ผู้ที่จัดการกิจการบ้านเมือง ดูแลเงินทองและเสบียง เก็บส่วยและเกณฑ์แรงงาน ทั้งยังสงบใจผู้คน รู้วิธีรับมือคหบดีท้องถิ่นกับข้าราชการชั้นผู้น้อยได้ กลับมีน้อยเกินไป
