ดินแดนกวนจงเป็นหัวใจสำคัญของภาคเหนือมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ครั้นถึงราชวงศ์สุยและถัง ก็ยิ่งกลายเป็นศูนย์รวมตลาดเศรษฐกิจอันรุ่งเรืองที่สุดทั่วหล้า ทั้งยังเป็นแหล่งเกษตรกรรมและประชากร
หลี่เย่เพียงเดินทางจากปินโจวไปยังเสียนหยาง ผ่านพื้นที่เพียงเจ็ดอำเภอเท่านั้น ก็อดตื่นตะลึงไม่ได้
หลังจิ้งเซียงส่งแผนที่ทั้งเจ็ดอำเภอและสถิติทะเบียนครัวเรือนขึ้นไป หลี่เย่จึงได้ค้นพบว่า ดินแดนเพียงเจ็ดอำเภอที่ตนยึดครองอยู่นี้ มีครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องเกิน 180,000 ครัวเรือน รวมประชากรเกือบหนึ่งล้านคน
จากนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า พื้นที่ตอนในของกวนจงทั้งหมดอาจมีประชากรเกือบสิบล้านคน
แต่ในขณะเดียวกัน หลี่เย่ก็คิดได้ว่า หลังผ่านสงครามยืดเยื้อและนองเลือดนานกว่าสามปี ถูกกองทัพหวงเฉาและกองทัพหลวงเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ว่ายังเหล่าราษฎรเหลือรอดอยู่เท่าใด
และเมื่อราชวงศ์ถึงกาลสิ้นสุด เหล่าวีรบุรุษแย่งชิงแผ่นดิน ยอดคนผุดขึ้นมากมายอีกครั้ง ต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตอีกเท่าใดกัน?
ดูเหมือนหลี่เย่จะค้นพบความหมายสำคัญที่สุดของการมายังโลกนี้แล้ว
ราชวงศ์รุ่งเรืองและเสื่อมถอยเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยง แต่ราษฎรมีความผิดอันใด? ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์มีความผิดอันใด?
“ประชาราษฎร์ผู้น่าสงสาร ใครบ้างไร้บิดามารดา? อุ้มชูประคับประคอง กลัวเพียงอายุสั้น ใครบ้างไร้พี่น้อง? ประหนึ่งเท้ากับมือ ใครบ้างไร้สามีภรรยา? ประหนึ่งแขกกับสหาย เกิดมาได้รับคุณอันใด ฆ่าพวกเขามีโทษอันใด!”
ชีวิตในกลียุคกว่าสองปีทำให้หลี่เย่ปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ และค่อย ๆ กลายเป็นขุนศึกหัวเมืองคนหนึ่งที่ได้มาตรฐาน ทว่ามโนธรรมของคนยุคใหม่ที่ฝังลึกอยู่ในใจ ย่อมทำให้เขาแตกต่างจากผู้อื่น
หลังเอาชนะหวงขุยได้ หลี่เย่ก็ส่งกำลังพลเข้าควบคุมเจ็ดอำเภอทางตะวันตกของเมืองหลวง รวมถึงปินโจวอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากกองทัพถังสายอื่นที่รวมตัวกันในกวนจง และกองทัพหวงเฉาที่ปักหลักอยู่ในฉางอัน หลี่เย่เกณฑ์ขุนนาง ควบคุมทหาร จัดระเบียบการผลิตขึ้นใหม่ และดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด
