ตำแหน่งจื่อฮุยสื่อ (นายทัพ)นั้น ชาวถังมิได้รู้สึกแปลกหู
เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีตำแหน่งนี้อยู่แล้ว
แม้ปลายราชวงศ์ถังจะมีแคว้นทหารมากมาย แต่กองทัพสายหนึ่งไม่เคยแต่งตั้งเจี๋ยตู้สื่อ
กองทัพสายนั้นคือกองทัพเสินเช่อซึ่งขึ้นตรงต่อราชสำนัก ผู้บัญชาการกองทัพเสินเช่อจึงเรียกว่าจื่อฮุยสื่อ มิใช่เจี๋ยตู้สื่อ ตัวอย่างเช่นหลี่เม่าเจินก่อนหน้านี้ก็ดำรงตำแหน่งจื่อฮุยสื่อกองทัพเสินเช่อ แน่นอนว่า ข่าวล่าสุดคือเขาถูกย้ายไปเป็นฝางอวี้สื่อ (ข้าหลวงรักษาเมือง)กองจินซางแล้ว
แต่กองทัพนั้นเป็นกองทัพรักษาพระองค์ เมื่อเทียบกับกองทัพเซี่ยวเจี๋ยของหลี่เย่ ก็เปรียบเสมือน “กองทัพประจำจวนของจักรพรรดิ” การไม่แต่งตั้งเจี๋ยตู้สื่อจึงพอเข้าใจได้
ทว่าครั้งนี้หลี่เย่ไม่ได้เพียงงดแต่งตั้งเจ้าเมืองให้กองทัพประจำจวน แม้แต่กองทัพประจำหัวเมืองภายนอกก็ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองอีกต่อไป
นี่มิใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อไม่แต่งตั้งเจ้าเมือง ก็ไม่มีอำนาจตั้งจวนและตั้งกองบัญชาการ กล่าวคือ นับแต่นี้ไป แม้ฟู่กับหยางจะออกไปบัญชาการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาได้เองเช่นเดียวกับแคว้นทหารในอดีต การแต่งตั้งขุนนางทุกตำแหน่งที่มีขั้นยศ ล้วนต้องส่งไปให้หลิงโจวประทับตราเสียก่อน
เมื่อไม่อาจแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาเอง หลี่เย่จึงจัดตั้งระบบราชการขึ้นทั้งชุดสำหรับตำแหน่ง “ตูจื่อฮุยสื่อ”
กล่าวให้ถูกต้องคือ หน่วยงานนี้เรียกว่าตูจื่อฮุยสื่อซือ (สำนักขุนพลใหญ่) นอกจากตูจื่อฮุยสื่อแล้ว ยังมีตำแหน่งผู้ช่วยตรวจการ พั่นกวน (ขุนนางที่ปรึกษา) และที่ปรึกษาทหาร หากมีผู้ดำรงตำแหน่งรอง จะเรียกว่าผู้ช่วยบัญชาการ
เอ๊ะ เหตุใดจึงคุ้นตาเช่นนี้?
เพียงแต่กองทัพในยุคนี้ยังไม่มีตำแหน่งเชียนฮู่ (หัวหน้าหน่วยพัน)หรือนายร้อย หากแต่เรียกตูเจี้ยงกับหัวหน้ากอง มิฉะนั้นแล้ว...
แต่เรื่องนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยาก นับแต่ปลายราชวงศ์ถังเป็นต้นมา อิทธิพลตกค้างของแคว้นทหารยังคงสร้างความเสียหายไม่รู้จบ ผู้ที่จัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบได้จริง ๆ กลับเป็นราชวงศ์หมิงช่วงต้น แม้ระเบียบแบบนั้นจะมิได้สมบูรณ์แบบนัก แต่อย่างน้อยก็พอมีสิ่งให้ยึดเป็นแบบอย่าง
