วันที่ 19 เดือนสิบ ปีที่สามแห่งรัชศกกวงฉี่ ฮ่องเต้หลี่เซวียนสวรรคต
อาการประชวรของโอรสสวรรค์เป็นที่ล่วงรู้กันมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งยังแต่งตั้งรัชทายาทพระอนุชาไว้แล้ว จึงมิได้เกินความคาดหมายของผู้ใด
เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าทุกอย่างจะมาถึงรวดเร็วถึงเพียงนี้
แม้สถานการณ์จะดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว อำนาจและบารมีทางการเมืองของราชสำนักถังจะสั่นคลอนจนแทบไม่อาจค้ำจุน ทว่าแผ่นดินก็ยังมิใช่ยุควสันตสารทและจ้านกว๋อ แรงเฉื่อยทางประวัติศาสตร์ของการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งยังคงดำรงอยู่
ในด้านความชอบธรรม โอรสสวรรค์ยังคงมีสถานะอันมิอาจโต้แย้ง
ดังนั้น เมื่อข่าวนี้แพร่จากฉางอันไปถึงเหล่าแคว้นอำนาจต่าง ๆ ก็ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
หลี่เซวียนขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุสิบสองปี จวบจนบัดนี้ก็ผ่านมาสิบสี่ปีแล้ว แม้พระองค์จะประพฤติตนเหลวไหลและมิได้มีชื่อเสียงดีงาม ทว่าก็ยังเป็นที่จดจำของผู้คนอย่างลึกซึ้ง
การสืบทอดบัลลังก์ โดยเฉพาะกรณีที่พระอนุชาสืบราชสมบัติต่อจากพระเชษฐา ฉางอันย่อมระมัดระวังเป็นพิเศษ
โชคดีที่ก่อนหน้านี้หลี่เจี๋ยสำเร็จราชการแทนพระองค์มานานกว่าครึ่งปีแล้ว ทั้งยังส่งจางจวิ้น คนสนิทของตนไปดำรงตำแหน่งเจี๋ยตู้สื่อ (ข้าหลวงทหารผู้ครองหัวเมือง)ฟูฟาง ให้เกาเหรินโฮ่วเป็นเจี๋ยตู้ฟู่สื่อ (รองข้าหลวงทหารผู้ครองหัวเมือง) เพื่อฝึกฝนกำลังทหารของตน
แม้จางจวิ้นจะชอบทะเยอทะยานเกินตัว ไม่มั่นคงนัก ทว่าเกาเหรินโฮ่วเป็นผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง
หลี่เจี๋ยแม้จะยังอ่อนประสบการณ์ทางการเมือง แต่เป็นคนซื่อตรงและมีความคิดเป็นของตน ทั้งยังปฏิบัติต่อขุนนางใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี
เมื่อเกาเหรินโฮ่วมาถึงฉางอันเพื่อรับพระบัญชา หลี่เจี๋ยก็เสด็จออกมาต้อนรับด้วยพระองค์เอง พระราชทานทรัพย์สินเงินทอง ทั้งยังมอบม้าและคันธนูที่ใช้ในการล่าสัตว์เป็นประจำ รวมถึงฉลองพระองค์สำหรับออกรบ ก่อนเสด็จไปส่งเขาถึงนอกเมือง ทำให้เกาเหรินโฮ่วซาบซึ้งใจยิ่งนัก
