เมื่อหลี่อวี๋เดินทางถึงเฉิงตู ประกาศบนประตูเมืองก็เปลี่ยนไปแล้ว
รัชศกเฉียนหนิงปีที่หนึ่ง
เพิ่งพ้นปีใหม่ ตลาดยังมีแผงขายสุราและขนมแป้ง ทว่าบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ไปหลายแห่งยังเผยคานดำเกรียมเขม่า
หวังเจี้ยนมิได้ปิดบังสิ่งใด เขาส่งรายงานการปราบกบฏ การจับกุมผู้กระทำผิด ตลอดจนทรัพย์สินที่ยึดคืนได้ พร้อมบัญชีคลังหลวงมาด้วย
“เรือนที่ทหารทำเสียหาย ข้าจัดเงินให้ซ่อมแล้ว ส่วนหนี้ชาวบ้านที่ปะปนอยู่ในหนี้เก่าของกองทัพ ยังต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองจัดการชำระให้เรียบร้อย”
หลี่อวี๋รับมา แล้วถามก่อนว่า
“เงินซ่อมเขื่อนยังอยู่หรือไม่?”
หวังเจี้ยนยิ้ม
“ท่านจางเขียนจดหมายมากำชับโดยเฉพาะ ใครจะกล้าแตะต้อง? เตรียมคนไว้แล้ว ท่านต้องการใช้กำลังเมื่อใด ก็ส่งคนมารับได้”
“เช่นนั้นก็ดี ขอยืมคนอีก 100 คน ไปกับข้าที่กวนโข่ว”
“เพิ่งเข้าเมืองก็จะออกเดินทางแล้วหรือ?”
“น้ำลดไม่รอคน บัญชีในเมืองพวกนี้ ระหว่างทางก็ตรวจดูได้”
หลี่อวี๋ใช้เวลา 3 วันส่งมอบงานในที่ว่าการ วันที่ 4 ก็พาขุนนางผู้ช่วยและช่างน้ำมุ่งหน้าไปยังกวนโข่ว (ปัจจุบันคือเมืองตูเจียงเอี้ยน มณฑลเสฉวน)
ขุนนางจากหลายอำเภอระหว่างทางที่เตรียมมาคารวะ ต่างได้รับแจ้งให้ไปพบกันที่เขื่อนโดยตรง และให้นำเอกสารเก่าบันทึกวัสดุและแรงงานตลอดหลายปีมาด้วย
เดิมทีขุนนางท้องถิ่นเตรียมคำสรรเสริญนโยบายใหม่ไว้เต็มท้อง เมื่อได้รับคำสั่ง ก็ทำได้เพียงปลุกเสมียนขึ้นมากลางดึกให้ค้นบัญชี
พอถึงริมแม่น้ำ คำพูดเหล่านั้นก็ยิ่งเอ่ยไม่ออก
แนวคุ้มตลิ่งที่บันทึกไว้ในสมุดเก่าพังทลายไปช่วงหนึ่งแล้ว กรงไม้ไผ่ที่รายงานว่าเปลี่ยนใหม่เมื่อปีก่อน บางจุดผุจนหินร่วงทะลุออกมา
หลี่อวี๋ย่อตัวลงตรวจดู มิได้เร่งเอาผิด แต่เรียกช่างน้ำมาชี้จุดที่จำเป็นต้องซ่อมให้เสร็จก่อนน้ำขึ้น
เสมียนอำเภอผู้ดูแลงานก่อสร้างคนหนึ่งก้าวออกมากล่าวว่า
“ปลายน้ำร้องเรียนว่าขาดแคลนน้ำมาหลายปีแล้ว ตามความเห็นของข้าน้อย มิสู้ถมเขื่อนเตี้ยแห่งนั้นให้สูงขึ้นอีกหน่อย กักเก็บน้ำในแม่น้ำให้มากขึ้น ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า นาข้าวก็จะมีน้ำใช้”
ช่างน้ำชราที่อยู่ข้าง ๆ ขยับปากคล้ายจะพูด แต่ก็กลืนคำกลับลงไป
หลี่อวี๋เห็นเข้า จึงชี้ให้เขาออกมา
“เจ้าพูดมา”
