หลี่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันกาย มองออกไปนอกกระโจมด้วยสายตาคมกริบ เบื้องไกลเห็นแนวเทือกเขาเหอหวงเลือนราง
“เคร้ง!”
ดาบหลงเชวี่ยชักออกจากฝัก ประกายคมเย็นยะเยือก
“ฉับ!”
โต๊ะบัญชาการตรงที่นั่งประธาน พลันถูกฟันมุมหนึ่งออกอย่างเรียบกริบในชั่วพริบตา
“ข้าตัดสินใจแล้ว เตรียมรับศึก!”
“ผู้ใดเอ่ยปากถอยทัพอีก จงตัดหัวเสีย”
คนกว่าสิบคนในกระโจมต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม เว่ยจวงซึ่งก่อนหน้านี้เอ่ยคัดค้าน บัดนี้ก็เงียบเสียงลงเช่นกัน
หลี่เย่หาได้คิดเล่นงานเขาไม่ การเสนอความเห็น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เห็นด้วยหรือคัดค้าน ล้วนต้องนำขึ้นมาหารือกันเป็นเรื่องปกติ
ก่อนหน้านี้เว่ยจวงไม่เคยมีประสบการณ์ในกองทัพ อีกทั้งเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ แม้มีความสามารถด้านการปกครองอยู่บ้าง แต่เมื่อกล่าวถึงกลยุทธ์การศึกแล้ว ยังห่างชั้นจากจิ้งเซียง หลี่อวี้ และหยวนสีมาก เรื่องนี้ย่อมเข้าใจได้
ทว่าเมื่อแม่ทัพใหญ่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว บรรดาที่ปรึกษาใต้บัญชาก็พลันปรับเปลี่ยนแนวคิด หันมาคิดหาวิธีคว้าชัย
จิ้งเซียงไม่ถือสาที่จางเฉิงเย่ชิงความโดดเด่นไป เขาอาสากลับจินเฉิงเพื่อเกณฑ์ชาวฮั่นเข้ากองทัพทันที
ส่วนฮุ่ยโจว ย่อมมอบหมายให้หลี่อวี๋ เจ้าเมืองฮุ่ยโจวเป็นผู้ดูแล
คนหนุ่มฉกรรจ์หนึ่งพันห้าร้อยคนที่จางเฉิงเย่นำมาด้วย ถูกจัดเข้ากองทัพทันที แจกจ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ แล้วให้ทำหน้าที่เป็นทหารสนับสนุน
หลังได้รับชัยชนะต่อเนื่อง แม้เกราะของกองทัพถังจะเหลือไม่มาก แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ยังมีเพียงพอ
ยามนี้ เว่ยจวงก้าวออกมาขอรับคำสั่งด้วยตนเอง
“ข้าน้อยยินดีเดินทางไปตุนหวงแทนอ๋อง เพื่อเจรจากับกองทัพกุยอี้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เย่ก็เห็นว่าอีกฝ่ายมีน้ำใจสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง มิได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อยที่ข้อเสนอของตนถูกปฏิเสธ ครั้นเห็นเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็ยังช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง จึงรู้สึกซาบซึ้งและรีบประคองเว่ยจวงให้ลุกขึ้น
“ข้ารู้มาแต่แรกแล้วว่า พี่ตวนจี่มีความสามารถถึงขั้นอัครมหาเสนาบดี! ภารกิจเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ จะให้ท่านไปได้อย่างไร?”
