หลี่เย่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็ออกติดตามไปทันที ทั้งยังไม่ทันเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ได้สวมเกราะหรือพกดาบ เพียงสวมชุดลำลองแล้วก็วิ่งตามออกไป
เขาไม่มีเวลากำชับหลี่ถังปินด้วยซ้ำ พลิกกายขึ้นม้าซวงเตี้ยนแล้วควบออกไปนอกค่าย
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ถังปินก็ทำได้เพียงจูงม้าตามไปอย่างเร่งร้อน
เชิงเขาซงซาน
รถล่อสองคันเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า เรียงตามกันมา
ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนักคือวัดเส้าหลินแห่งซงซานอันเลื่องชื่อ
ยามนี้วัดเส้าหลินกลายเป็นวัดมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าแล้ว คราวศึกด่านหู่เหลา หลี่ซื่อหมินได้รับความช่วยเหลือจากพระนักรบของวัดเส้าหลิน ซึ่งออกไปช่วยจ้าวเซียวไจ่ ซือหม่า (ปลัดรอง)แห่งหยวนโจว ยึดเมืองของหวังซื่อชง ภายหลังหลี่ซื่อหมินจึงประทานจดหมายที่ลงนามด้วยลายมือของตนเองแก่เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ชื่อว่า“จดหมายถึงพระผู้ดูแลวัดเส้าหลินแห่งไป๋กู่หวู่”
ซงซานและวัดเส้าหลินจึงพลอยมีชื่อเสียงขึ้นมา
ทว่าในเวลานี้ จิ้งเซียงกับหลี่เจิ้นนั่งอยู่บนรถกลับมิได้เร่งรีบเดินทาง แต่ปล่อยให้คนขับรถบังคับล่อไปอย่างเชื่องช้า
ยังไม่ถึงเที่ยงวัน ป่าไม้ใต้เขาซงซานเขียวชอุ่ม
เบื้องหลังรถม้า เสียงกีบม้าดังขึ้นฉับพลันบนทางเล็ก
คนขี่ม้าสิบกว่าคนควบทะยานเข้ามา
จิ้งเซียงกับหลี่เจิ้นสบตากัน ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย จึงสั่งให้คนขับหยุดรถ
หลี่เย่สวมเพียงเสื้อคลุมคอกลมสีขาว ยังไม่ทันเปลี่ยนเป็นชุดขุนนาง เขารั้งบังเหียนม้าซวงเตี้ยนแล้วตะโกนเสียงดัง
“ท่านอาจารย์ทั้งสองโปรดรอก่อน!”
หลี่ถังปินกับองครักษ์ม้าคนอื่น ๆ ที่ตามมาด้านหลังเพิ่งไล่ตามทันอย่างยากลำบาก
หลี่เย่พลิกกายลงจากม้า ประสานมือคารวะชายทั้งสองที่เพิ่งลงจากรถ แล้วกล่าวว่า
“ขอเชิญท่านทั้งสองฟังคำของเย่สักครู่”
จิ้งเซียงกับหลี่เจิ้นสบตากัน จากนั้นจิ้งเซียงก็ยกมือเชื้อเชิญ
“เชิญท่านเจี๋ยตู้สื่อ!”
หลี่เย่ให้หลี่ถังปินคุ้มกันอยู่ด้านหลัง ส่วนตนขึ้นม้าพร้อมชายทั้งสองอีกครั้ง
ไม่ไกลจากที่นี่คือวัดเส้าหลิน
เมื่อเจ้าอาวาสเห็นทหารม้าหลายสิบคนสวมเกราะและพกธนูกับดาบครบครัน ย่อมไม่กล้าละเลย อีกทั้งยังได้ยินว่าผู้มาเยือนเป็นเจี๋ยตู้สื่อ จึงรีบนำทุกคนเข้าไปในวัด
