วันถัดจากศึกใหญ่ ทั้งสองกองทัพยังคงเก็บศพอยู่ริมแม่น้ำ
เมื่อวานมีผู้คนล้มตายบนหาดตื้นมากเกินไป ศพบางส่วนถูกกระแสน้ำพัดไปไกลกว่าสิบลี้ กองทัพถังส่งทหารสนับสนุนหลายร้อยนายออกค้นหา ไล่จากต้นน้ำลงมา ส่วนชาวซามานก็ชูธงขาว เดินทางกลับสู่สนามรบจากฝั่งตะวันตก
บางครั้งทั้งสองฝ่ายพบกันกลางแม่น้ำ จุดที่ใกล้ที่สุดห่างกันเพียงยี่สิบหรือสามสิบก้าว ทว่าไม่มีฝ่ายใดยิงธนูอีก
มิใช่เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นอกเห็นใจกัน หากแต่เมื่อวานมีผู้เสียชีวิตมากพอแล้ว กองทัพหน้าสามพันนายของหยางซือโฮ่ว เหลือผู้ที่กลับค่ายได้ด้วยตนเองไม่ถึงสองพันนาย ทหารดาบโม่เตาสามร้อยนายบาดเจ็บล้มตายเกือบครึ่ง ส่วนกองทัพซามานทิ้งศพไว้บนฝั่งตะวันออกและหาดตื้นต้นน้ำถึงสามพันกว่าศพ
ยามนี้ หากต้องสู้กันอีกเพื่อแย่งชิงศพไม่กี่ศพ นอกจากจะมีคนตายเพิ่มขึ้น ก็หาได้เกิดประโยชน์ใดไม่
ยามเฉิน ทูตซามานผู้หนึ่งเดินทางมาถึงนอกค่ายกองทัพถัง
สารที่เขานำมาเขียนด้วยภาษาอาหรับ ตอนต้นกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ทั้งยังแจกแจงพระนามและพระอิสริยยศของคอลีฟะฮ์แห่งแบกแดด ก่อนจะกล่าวถึงอิสมาอิล เอมีร์แห่งเหอจงในตอนท้าย พร้อมเชิญอ๋องเหลียงไปพบกันอีกครั้งริมแม่น้ำทาลัส
โจวเซียงกับล่ามซอกเดียหลายคนช่วยกันแปลสลับกันถึงสองรอบ จึงเข้าใจความหมายได้ในที่สุด
แม้ราชวงศ์ซามานจะมีกองทัพ ระบบจัดเก็บภาษี และดินแดนเป็นของตนเองแล้ว อีกทั้งอิสมาอิลยังเป็นผู้ปกครองเหอจงโดยพฤตินัย ทว่าในนามยังคงยกย่องคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์แห่งแบกแดดอยู่ เช่นเดียวกับที่หลี่เย่ควบคุมภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว คำสั่งทหารล้วนออกจากจวนอ๋องเหลียง ทว่ากองทัพยังคงชูธงต้าถัง และยึดพระราชโองการของโอรสสวรรค์แห่งฉางอันเป็นหลัก
หวังเจี้ยนกับเหล่าขุนพลฟังล่ามอยู่นาน ในที่สุดก็อดกล่าวอย่างจนคำมิได้
“พูดอ้อมค้อมเสียยืดยาว สรุปว่าคนฝั่งตรงข้ามผู้นี้ก็เป็นเจี๋ยตู้สื่อ (ข้าหลวงทหารผู้ครองหัวเมือง)ของต้าสือพวกเจ้า มิใช่หรือ?”
คำพูดนี้ทำให้ล่ามที่แปลอยู่นานถึงกับพูดไม่ออก ครั้นคิดตามอย่างละเอียดก็พยักหน้า เออ ก็คงเป็นเช่นนั้นกระมัง
หลี่เจิ้นอ่านคำแปลจบก็ถามว่า “ท่านอ๋องจะพบเขาหรือ?”
“ย่อมต้องพบ”
