ภายในจวนจวิ้นอ๋องเทียนสุ่ยแห่งไคหมิงฟาง ซึ่งเพิ่งตกแต่งเสร็จได้ไม่นาน
นับแต่หลี่เย่มายังโลกใบนี้ เขาก็ไม่เคยมีสถานที่มั่นคงให้เรียกว่าบ้านเลยสักแห่ง
นี่คงเป็นเรื่องปกติของขุนพลในยุคกลียุค
ทว่าหลังสงครามสิ้นสุดลง สิ่งแรกที่หลี่เย่ทำก็คือช่วยพี่น้องร่วมสาบานทั้งสองรับครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน
ถึงอย่างไร ก็ใช่ว่าทุกคนจะไร้บิดามารดา ไร้ห่วงผูกพันเช่นเขา
บิดาของฟู๋ฉุนเซินนามว่าฟู๋ฉู่ เดิมเป็นนายกองประจำที่ว่าการสวี่โจวและเสียชีวิตไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เหลือเพียงมารดาชรา หลี่เย่จึงส่งคนไปรับนางจากเหอหนานมาส่งถึงฉางอันเพื่อให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน
ส่วนหยางซือโฮ่ว บิดามารดาล่วงลับไปก่อน ทิ้งน้องชายและน้องสาวไว้ หลี่เย่ก็พยายามทุกวิถีทางตามหาตัวจนรับมาอยู่ด้วยกันได้
จวนอ๋องตรงหน้าแห่งนี้ก็เช่นกัน หลังหลี่เย่หมั้นหมายแล้ว ฮ่องเต้จึงพระราชทานจวนกั๋วกงของขุนนางผู้มีคุณูปการ ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในไคหมิงฟางให้เขาเป็นการเฉพาะ
เมื่อเป็นเชื้อพระวงศ์ ย่อมได้รับอภิสิทธิ์เป็นธรรมดา วังหลวงส่งขันที 20 คนและนางกำนัล 20 คนมาเป็นผู้รับใช้ในจวนอ๋อง
จวนที่เคยดูเงียบเหงาจึงได้รับการตกแต่งใหม่ แขวนผ้าแพรแดงและผ้าไหมประดับสูงตระหง่าน ดูคึกคักยิ่งนัก
น่าเสียดายที่ยุคนี้ยังไม่มีดอกไม้ไฟหรือประทัด ได้แต่ให้เด็กสองสามคนไปหยิบไม้ไผ่มาเผาข้างกองไฟด้านนอกจนส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ ซึ่งนับเป็นประทัดยุคแรกสุด
หลี่เย่มองจวนกว้างใหญ่โอ่อ่าตรงหน้า ในใจกลับรู้สึกแปลกแยกอยู่ไม่น้อย เพราะเขารู้ดีว่าอีกไม่เกินสองเดือนก็ต้องจากที่นี่ไป และหลังจากนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง
เขาพลิกกายลงจากม้า เหล่านางกำนัลและขันทีพากันยืนต้อนรับอยู่สองข้างประตูจวน เหนือกรอบประตูประดับผ้าแดงและริ้วแพรหลากสี เมื่อมองเข้าไปยังเห็นการจัดแต่งสวนอย่างประณีต ทำให้หลี่เย่พลันรู้สึกเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
“ขอถวายพระพรท่านอ๋อง!”
ชวนให้รู้สึกราวกับเขาไม่ได้ข้ามภพมาอยู่ในยุคกลียุคที่ผู้คนเข่นฆ่ากันเอง หากแต่เป็นคุณชายในยุคสงบสุขอย่างเจินกวนหรือไคหยวน
