คืนนี้ไม่ถอดเกราะ มิได้หมายความว่าจะไม่ทำสิ่งใด
กองทัพเซี่ยวเจี๋ย 2,000 นายกับกองทัพหลงโหย่ว 3,000 นายทยอยขานชื่อ คบเพลิงเรียงรายตั้งแต่ยอดเนินไปจนถึงหุบเขาตะวันตก กองทัพเซี่ยวเจี๋ยมีสองกอง กองหนึ่งเป็นทหารม้าหลงเซียง อีกกองเป็นทหารราบองครักษ์ อยู่ใต้บัญชาการของจ้าวเยว่ ตูจื่อฮุยสื่อ (ขุนพลใหญ่)แห่งกองทัพเซี่ยวเจี๋ย ส่วนกองทัพหลงโหย่วมีสามกอง กองหนึ่งเป็นเซียวฉี อีกสองกองเป็นพลหน้าไม้ทรงพลัง อยู่ใต้บัญชาการของหลี่ถังปิน ตูจื่อฮุยสื่อแห่งกองทัพหลงโหย่ว ซึ่งนำทัพด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีทหารปินหนิงที่ขาดอัตรากำลังสองกอง ซึ่งเจิ้งสวินนำมาด้วย รวม 1,500 นาย
เจ็ดกอง รวม 6,500 นาย
ทางเหนือ หลี่ซือกงมีทหารม้า 6,000 นาย ส่วนทางตะวันออกเฉียงใต้ หลิวจือจวิ้นมีทหารเฟิ่งเสียง 4,500 นาย เรื่องยุ่งยากมิได้มีเพียงจำนวนคนเท่านั้น กองทัพเหลียงมีทหารม้าเพียง 2,200 นาย แต่อีกฝ่ายมีกำลังทหารม้าเกือบ 7,000 นาย หากปะทะกันบนที่ราบจริง กำลังเท่าที่หลี่เย่มีคงถูกสองฝ่ายกลืนกินในคราเดียว
ทว่าซานชวนโข่วหาใช่ที่ราบไม่
ก่อนฟ้าสาง หลี่เย่พาหลี่เจิ้นซึ่งร่วมทัพในฐานะที่ปรึกษาทางทหาร พร้อมด้วยเจิ้งสวิน หลี่ถังปิน และจ้าวเยว่ เหล่าแม่ทัพขึ้นไปบนยอดเนิน ทางโบราณด้านเหนือดูราบกว้าง แต่เมื่อข้ามยอดเนินไป เนินลาดด้านใต้กลับหักลงอย่างฉับพลัน สูงชันกว่าสิบจั้ง หุบเหวหลายสายทางตะวันออกดูราวกับถูกดาบฟันสะเปะสะปะ คนที่อยู่ข้างในมองไม่เห็นด้านนอก ทว่าเสียงกลองศึกและเสียงเขาสามารถลอดปากหุบไปได้ไกลยิ่ง ส่วนทางตะวันตกมีหุบลึกสายหนึ่ง หญ้ารกสูงถึงอก ซ่อนทหารม้า 2,000 นายไว้ก็ยังไม่แออัด
หลี่เย่ย่อตัวลงคว้าดินเย็นจัดขึ้นมากำหนึ่งแล้วถามว่า “ครอบครัวของเผ่าฝางตังย้ายไปโย่วโจวหมดแล้วหรือ?”
หลี่เจิ้นตอบว่า “จัดที่อยู่เรียบร้อยแล้ว ซีเฟิงเหอไล่ก็นำเงื่อนไขของท่านอ๋องไปแจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เท่านั้นก็พอ บอกคนฝางตังว่า เมื่อธงใหญ่ของกองทัพเหลียงมาถึงใต้กำแพงเมืองเซี่ยโจว พวกเขาค่อยคิดเลือกข้างก็สายเกินไปแล้ว”
