รุ่งสางของวันถัดมา ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์จากสองโจวเหยียนและชิ่งให้ติดตามกองทัพมานับพันคน ยังเก็บกวาดสนามรบไม่เสร็จ
ซากม้าตายกองอยู่บนเนินทางเหนือ ลูกธนูหน้าไม้ที่หักปักกระจัดกระจายทั่วบริเวณ ใต้ธงใหญ่ของอ๋องเหลียงซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่เมื่อคืน ทหารเจ็ดกองยืนประจำแถวตามรูปขบวน นายทหารตั้งแต่หัวหน้ากองขึ้นไปรวมตัวกันอยู่หน้ากระโจมใหญ่กลางทัพ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก มีเพียงเสียงม้าศึกส่งเสียงร้อง
ชุยเหิงคุกเข่าอยู่แถวหน้า
เกราะและเสื้อคลุมของเขาถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาว มือทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง ลมหนาวพัดจนเสื้อผ้าแนบลำตัว ยิ่งขับให้เห็นว่าเขาผอมซูบ ชายผู้นี้ไม่ได้นอนมาตลอดคืน ใบหน้าซีดเผือดอย่างยิ่ง
เจ้าหน้าที่กองวินัยอ่านสำนวนคดีต่อหน้าทุกคนจนจบ
หลังตูเจี้ยง (นายกองใหญ่)กองขวาสิ้นชีพ ชุยเหิงไม่ได้รับคำสั่งจากเจิ้งสวินหรือจากกองบัญชาการกลาง แต่กลับถอนกองของตนไปยังแนวเกวียนป้องกันชั้นที่สองโดยพลการ อีกทั้งไม่ได้แจ้งกองซ้าย ทำให้ประตูค่ายเปิดโล่ง กองทัพที่ตั้งอยู่ข้างเคียงเสียขวัญ และธงใหญ่ล้มลง
ใน“บันทึกยุทธวิธีของอ๋องเหลียง”เขียนไว้ชัดเจนว่า หากอยู่กลางศึกโดยไร้คำสั่ง แล้วถอยร่นทั้งกอง ต้องประหาร
กฎทัพข้อนี้เคยใช้ประหารทหารหนีทัพ หัวหน้ากอง และตูเจี้ยงสองคนซึ่งมาจากตระกูลใหญ่ของตังกุตมาแล้ว บัดนี้ก็ถึงคราวคนตระกูลชุย
เจิ้งสวินก้าวออกมาจากแถวอย่างกะทันหัน แล้วคุกเข่าลง
เมื่อคืนลูกธนูดอกหนึ่งยิงทะลุหัวไหล่เขา แม้จะถอนออกแล้ว แต่คราบเลือดยังคงอยู่ ชายวัยใกล้ห้าสิบคุกเข่าต่อหน้ากองทัพเช่นนี้ ทำให้นายทหารในกองทัพปินหนิงหลายคนก้มหน้าลง
“ท่านอ๋อง ชุยเหิงมีความผิด คำตัดสินของเจ้าหน้าที่กองวินัยไม่มีข้อผิดพลาดพ่ะย่ะค่ะ”
เจิ้งสวินมิได้แก้ต่างให้เขา เพียงกดหน้าผากต่ำลงกว่าเดิม
