วันถัดมา
แสงแดดแผดจ้า หลังฟ้าหม่นติดต่อกันมาหลายวัน ในที่สุดก็มีแดดเปรี้ยงเสียที
นาฬิกาปลุกบนหัวเตียงส่งเสียงดังขึ้น
เสิ่นหนานจือลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ด้านหลังยังสัมผัสได้ถึงไอร้อนจัด
ราวกับเตาผิง ให้ความร้อนเหลือเกิน
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง ซางอวี๋ขมวดคิ้วแน่น
สองมือยังคงโอบเอวเธอไว้ไม่ยอมปล่อย
ขนตาสั่นไหว คล้ายกำลังฝันร้าย
เสิ่นหนานจือเอื้อมมือไปเขย่าอีกฝ่ายเบา ๆ ทันทีที่ผิวสัมผัสกัน
ร้อนมาก เรียกได้ว่าแทบลวกมือ
“เป็นไข้หรือเปล่า ซางอวี๋? ซางอวี๋ ตื่นก่อน”
ซางอวี๋หลับตาสนิท ริมฝีปากซีดลงเล็กน้อย
ในปากพึมพำอะไรบางอย่างไม่รู้เรื่อง
เสิ่นหนานจือแกะมืออีกฝ่ายออกแล้วลงจากเตียง
ฉืออินกำลังทำอาหารสูตรพิสดารของตัวเองในครัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง โดยเฉพาะกองอะไรดำปี๋บนจานจนมองไม่ออกว่าใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวกลับพอใจสุด ๆ พอเห็นเสิ่นหนานจือก็ยิ้มร่า
“หนานจือ มาลองฝีมือฉันเร็ว!”
เสิ่นหนานจือเหลือบมองแวบเดียว
แล้วรีบโบกมือปฏิเสธ
“ช่างเถอะ ถ้าเธอทำกับข้าวเป็น ฉันยอมกินโต๊ะนี้เลยก็ได้ ถ้าไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ก็อย่าฝืนเข้าวงการเลยนะ กินเข้าไปแล้วฉันอาจได้เห็นทวดของฉันก็ได้ เชื่อไหม?”
“อย่าเพิ่งทำอะไรแล้ว ขับรถไปโรงพยาบาลเอกชนแถวนี้ก่อน ซางอวี๋เป็นไข้”
“อ้อ ได้เลย”
ฉืออินรีบวางอาหารพิสดารของตัวเองลง เสิ่นหนานจือหันกลับไปมองห้องครัวที่แทบจะระเบิดได้ทุกเมื่อ สภาพเละเทะยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งที่สองเสียอีก เธอรีบโทรหาแม่บ้านให้มาจัดการสนามรบ
