เลื่อนอ่านต่อไปเรื่อย ๆ หากเจอข้อความที่ต้องตอบ เธอก็ตอบไปบ้าง
จู่ ๆ ชื่อของเย่หานชวนก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในสายตาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อกดเข้าไปดู ก็พบข้อความที่ยังไม่ได้อ่านหลายสิบข้อความ
แทบทุกวันเขาถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ
“หลี่อิง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า? เห็นข้อความแล้วตอบฉันด้วย”
เลื่อนไปจนถึงข้อความแรก เธอก็เห็นเบอร์ติดต่อที่เขาทิ้งไว้ให้
จะโทรหาเขาดีไหม?
ไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจส่งข้อความไปก่อน!
“ขอโทษนะ เย่หานชวน ช่วงสองสามวันนี้โทรศัพท์ฉันไม่มีสัญญาณ ไว้ฉันจะโทรไปหาแล้วเล่าให้ฟังทีหลัง”
ส่งข้อความเสร็จ หลี่อิงก็โบกรถแท็กซี่ริมถนนคันหนึ่ง
รถเพิ่งแล่นออกไปได้สองช่วงถนน โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นรัวขึ้นมา
เป็นหมายเลขที่ไม่คุ้นตา
“ฮัลโหล?”
“หลี่อิง?”
เสียงทุ้มกังวานของผู้ชายดังมาจากปลายสาย สั่นพร่าอย่างห้ามไม่อยู่
เย่หานชวนเอง
หัวใจของหลี่อิงเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมาจากอก
“ฉันเอง”
เธอพูดเพียงสองคำ แต่จู่ ๆ ลำคอก็ตีบตัน ปลายจมูกพลันแสบร้อน
“เธอเป็นอะไรไป?”
เขาถาม น้ำเสียงเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
“ฉันไม่เป็นไร... แล้วคุณล่ะ?”
“ฉันสบายดี”
น้ำเสียงของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับกำลังอดกลั้นบางอย่าง
“เย่หานชวน...”
“หลี่อิง...”
ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“คุณพูดก่อนเถอะ”
หลี่อิงเอ่ยเสียงเบา
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ
“ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน? ฉัน... ฉันอยากเจอเธอ”
แม้อยู่ห่างกันไกลนับหมื่นลี้ หลี่อิงก็ยังได้ยินความตึงเครียดและเสียงแหบพร่าในน้ำเสียงของเขา
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่า ด้วยนิสัยของเย่หานชวน เขาต้องรวบรวมความกล้ามากเพียงใดกว่าจะพูดประโยคนี้ออกมา แต่ตอนนี้เขาเพียงอยากบอกความรู้สึกที่แท้จริงที่สุดของตัวเองให้เธอรู้
