หลังจัดการเรื่องหุ้นเรียบร้อย คนทั้งครอบครัวก็นั่งลงหารือแผนการต่อไปอย่างจริงจัง
“เสี่ยวอิง ลูกคิดว่าเราควรทำอะไรก่อนดี?”
หลังกลับมาเกิดใหม่ พ่อกับแม่ของหลี่อิงก็เห็นเธอเป็นเสาหลักของครอบครัวไปแล้ว
เธอเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “พ่อคะ แม่คะ หนูคิดแล้ว ขั้นต่อไปเราต้องย้ายบ้าน”
จากนั้นเธอก็เล่าประสบการณ์ของครอบครัวในชาติก่อนให้พ่อกับแม่ฟังอย่างละเอียด ว่าหลังวันสิ้นโลกเริ่มต้นขึ้น พวกเขาต้องเผชิญอะไรมาบ้าง และเหตุใดจึงต้องย้ายบ้าน
หลังพายุไต้ฝุ่นร้ายแรงครั้งนั้น ฝนก็ตกหนักต่อเนื่องนานถึง 4 เดือน
สายฝนเทลงมาไม่หยุด ราวกับท้องฟ้ามีรูโหว่
เพียง 3 วัน ระบบระบายน้ำของเมืองก็ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง น้ำท่วมทั่วทั้งเมือง เมืองบีกลายเป็นเมืองบาดาล
บริเวณพื้นที่ต่ำ อาคารที่มีไม่ถึง 15 ชั้นถูกน้ำท่วมมิดทั้งหมด
เขตบ้านพักตากอากาศที่ครอบครัวเธออาศัยอยู่ในตอนนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่สูง จึงโชคดีที่ไม่ถูกน้ำท่วมมิด ทว่าน้ำก็ยังสูงขึ้นไปถึงชั้นบนสุด
หลี่อิงมองพ่อกับแม่ ดวงตาเอ่อคลอด้วยความขมขื่นและเศร้าหมอง
“ชาติก่อน ขาของพ่อบาดเจ็บเพราะความชื้นและความหนาวเย็นที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน จนกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายไปตลอดชีวิต”
“โชคดีที่บ้านเรามีเสบียงตุนไว้พอสมควร ทางการก็ฝ่าสายฝนเอาอาหารบรรเทาทุกข์มาส่งให้สองครั้ง พวกเราประหยัดกินกัน จึงอดทนจนฝนหยุดตกได้”
“ใครจะคิดว่าทันทีที่ฝนหยุด อากาศหนาวจัดก็มาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว”
“ชั่วข้ามคืน อุณหภูมิลดลงเหลือติดลบ 40 องศา วันต่อมาก็ลดฮวบลงไปถึงติดลบ 60 องศา”
“พวกเราเผาเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในบ้านเพื่อให้ความอบอุ่น ถึงรอดตายจากความหนาวมาได้อย่างหวุดหวิด”
“ต่อมา เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งจนหมด เย่หานชวนถึงขับเฮลิคอปเตอร์มารับพวกเราไปยังฐานช่วยเหลือของทางการ”
เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคย ดวงตาของเฉินหว่านอวี๋ก็แดงก่ำขึ้นมาทันที เสียงสะอื้นจนแทบพูดไม่ออก
“เสี่ยวอิง คนที่ช่วยพวกเราคือเด็กคนนั้น เย่หานชวนหรือ? ตอนนั้นเขาอยู่ต่างประเทศไม่ใช่เหรอ?”
