หลินเฟิงเบี่ยงตัวไปด้านข้าง ส่งสัญญาณให้เธอหลบทาง
ชั่วขณะที่เดินเฉียดผ่าน กลิ่นอายบุรุษที่เจือกลิ่นเหงื่อก็ปะทะเข้ามาอีกครั้ง
เฉินหนิงเสวี่ยอดสูดกลิ่นนั้นเงียบ ๆ ไม่ได้ หัวใจพลันเต้นรัว
นี่สิถึงจะเป็นกลิ่นที่ผู้ชายควรมี...
กว่าจะรู้ตัวอีกที หลินเฟิงก็หายไปจากปากถ้ำแล้ว
“เสี่ยวเสวี่ย กระโดดลงมา”
เสียงดังมาจากด้านล่างถ้ำ
เฉินหนิงเสวี่ยเดินไปที่ปากถ้ำ ทันใดนั้นขาก็อ่อนยวบ
ความสูงสามสี่เมตร บันไดยังติดตั้งไม่เสร็จ เธอไม่กล้ากระโดดลงไป
กำลังคิดจะขอความช่วยเหลือจากหลินเฟิง แต่กลับเห็นเขาเดินไปอีกฝั่งแล้ว กำลังสั่งงานถานปิงอยู่
จนปัญญา เฉินหนิงเสวี่ยจึงได้แต่หันหลังให้ปากถ้ำ มือจับขอบถ้ำไว้ แล้วค่อย ๆ หย่อนตัวลงไป
แต่ปลายเท้าก็ยังห่างจากพื้นกว่าสองเมตร
พอปล่อยมือร่วงลงมา สุดท้ายเธอก็กระแทกก้นลงกับพื้น
คราวนี้เจ็บจนแทบน้ำตาเล็ด
เมื่อเห็นว่าหลินเฟิงไม่ได้สังเกตเธอเลยสักนิด หัวใจก็พลันเจ็บแปลบ
หรือว่าเธอไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเขาเลยสักนิด?
ถ้าเป็นฉินหรูอวี้อยู่ข้างบน หลินเฟิงคงมายืนรับเธอไว้ข้างล่างแน่........
“เสี่ยวเสวี่ย เป็นอะไรไป?”
หลินเฟิงสั่งงานเสร็จแล้วเดินกลับมา ถึงได้สังเกตเห็นดวงตาคู่งามของเธอมีน้ำเอ่อคลอ กำลังนวดก้นอย่างน่าสงสาร
“ไม่เป็นไร เมื่อกี้ทรายเข้าตาน่ะ ตอนนี้หายแล้ว” เฉินหนิงเสวี่ยรีบขยี้ตา แล้วหันหน้าหนีอย่างดื้อดึง
“งั้นพวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
หลินเฟิงไม่ได้คิดอะไรมาก พยักหน้าแล้วให้เฉินหนิงเสวี่ยนำทาง
ระยะทางจากถ้ำไปยังซากเครื่องบินไม่ไกลนัก แต่สองข้างทางมีพืชพรรณขึ้นหนาทึบ แทบไม่มีทางให้เดิน
หลินเฟิงเดินนำหน้า ใช้มีดสั้นฟันเปิดทางไปเรื่อย ๆ
สิบกว่านาทีต่อมา เบื้องหน้าก็เปิดโล่งขึ้นทันตา
หางเครื่องบินขนาดมหึมาท่อนหนึ่งพาดขวางอยู่กลางป่า ลำตัวเครื่องบินปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำและเถาวัลย์ ดูเก่าแก่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
