เขาจำต้องฝืนใจ ยิ้มเจื่อน ๆ พลางแก้ตัวว่า “รองผู้บัญชาการ...ท่านต้องพิจารณาจากสถานการณ์จริงด้วยนะครับ! ตอนนี้สถานการณ์ไม่เป็นใจต่อเรา กองทัพเฟิ่งเทียนกำลังถอนกำลังหลักออกไป กำลังพลของเราในจี้หนานก็มีจำกัด ถ้าทำให้ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นตึงเครียด เราจะเสียเปรียบอย่างหนักนะครับ! ไม่สู้ทนไปก่อน รอให้กองกำลังหลักถอนกำลังเสร็จ แล้วเราค่อย...”
“พูดเหลวไหล!!”
จางเสวี่ยหมิงไม่รอให้เขาพูดจบ ก็ตวาดลั่นขึ้นมาอีกครั้ง จนจางจงชางสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“พวกเราคือคนจีน! จะยืนดูพี่น้องร่วมชาติถูกสังหารโดยไม่รู้สึกรู้สาได้อย่างไร?! นายคิดว่าถอยออกไปนอกเมืองแล้วจะจบหรือ? คิดว่ายกจี้หนานให้ญี่ปุ่นแล้วพวกมันจะพอใจหรือ? นายยังไม่เข้าใจความทะเยอทะยานของญี่ปุ่นอีกหรือ? สิ่งที่พวกมันต้องการคือจีนทั้งประเทศ! พวกมันกำลังหยั่งเชิงขีดจำกัดของเรา! วันนี้เราถอยที่จี้หนาน พรุ่งนี้พวกมันก็กล้าฆ่าคนที่เทียนจิน มะรืนก็กล้าวางเพลิงที่เป่ยผิง! สักวันพวกมันจะบุกมาถึงหน้าบ้านเรา! ถึงตอนนั้นนายจะถอยไปที่ไหนได้อีก?!”
หยางหยู่ถิงเห็นสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่อยู่ จึงรีบก้าวเข้ามาคว้าแขนอีกข้างของจางเสวี่ยหมิงไว้ พลางเกลี้ยกล่อมไม่หยุด “ซีชิง! ซีชิง! ใจเย็นก่อน! ตั้งสติหน่อย! ค่อย ๆ คิดหาทางกัน คิดให้รอบคอบ...”
จางเสวี่ยหมิงหันขวับ ดวงตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอยจ้องหยางหยู่ถิงเขม็ง ก่อนตะโกนด้วยเสียงแทบจะเป็นคำราม “ใจเย็น?! จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง?!”
