เซี่ยเยี่ยนฟางเบิกตากว้าง มองเธออย่างเดือดดาล “เธอโง่หรือไง? ตระกูลโจวร่ำรวยขนาดนั้น จะหย่าก็หย่าเลยโดยไม่ให้เงินชดเชยสักแดงได้ยังไง?”
เธอแค่นเสียง “ค่าฟื้นฟูร่างกายของพ่อเธอแต่ละเดือนก็หลายพัน โรงเรียนของจวินอันก็แพง ฉันไม่ได้หัวสูงเหมือนเธอ หย่ากันแล้วพวกเขาก็ควรให้เงิน! ไม่อย่างนั้นเธอก็เป็นคนจ่ายเงินก้อนนี้เอง!”
สวี่เยียนซางเอ่ยอย่างจนใจ “น้าเยี่ยน เงินนี่ฉันเป็นคนจ่ายมาตลอดค่ะ”
“มันไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนเธอมีตระกูลโจวคอยหนุนหลัง ถึงหาเงินมาได้ แต่ตอนนี้เธอไม่มีอะไรเลย ต่อไปจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย!”
สวี่เยียนซางได้แต่อธิบาย “ฉันไม่เคยขอเงินจากตระกูลโจวเลยสักแดง เงินที่ให้พวกคุณตลอดสองปีนี้เป็นเงินเก็บของฉันเอง ตอนนี้ยังเหลืออยู่นิดหน่อย อีกไม่นานฉันก็จะหาเงินได้แล้ว ฉันรับรองว่าจะไม่ขาดแม้แต่แดงเดียวค่ะ”
“เธอนี่โง่จริง ๆ! เก็บเงินไว้ให้จวินอันแต่งเมียไม่ดีกว่าหรือไง! แต่งเข้าไปแล้วทำไมไม่เอาเงินบ้านเขามาใช้? เธอยอมให้เขาเอาเปรียบฟรี ๆ ตั้งสองปี!”
เซี่ยเยี่ยนฟางโมโหจนผลักเธออย่างแรง
แต่งเข้าบ้านสามีที่ดีขนาดนี้แท้ ๆ กลับไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยสักนิด!
สวี่เยียนซางเซถอยไปหลายก้าว เธอพูดเหตุผลกับเซี่ยเยี่ยนฟางไม่รู้เรื่อง โกรธจนตัวสั่นไปหมด ก่อนจะโต้กลับอย่างเหลืออด “ฉันแต่งงานและหย่าอย่างถูกต้อง แล้วจะเรียกว่าถูกเอาเปรียบฟรี ๆ ได้ยังไง? ฉันไม่ได้ขายตัวสักหน่อย!”
เซี่ยเยี่ยนฟางไม่เห็นเธออยู่ในสายตาเลยสักนิด พูดจาวางอำนาจ “คิดจะขึ้นเสียงกับฉันใช่ไหม? ถ้าแน่จริงก็ไปบีบคอพ่อเธอให้ตายสิ! นังตัวดี ฉันจัดการเธอไม่ได้หรือไง?”
จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เซี่ยเยี่ยนฟางรับสายอย่างไม่สบอารมณ์ “ฮัลโหล! ใครน่ะ?”
ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไร สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะเอ่ยอย่างหวาดหวั่น “อย่าเพิ่งโกรธเลยค่ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ เราค่อยคุยกันต่อหน้า…”
พอวางสาย เธอก็จ้องสวี่เยียนซางเขม็ง “ไว้ฉันค่อยคิดบัญชีกับเธอ!”
จากนั้นก็รีบเดินจากไป
พอเธอไปแล้ว สวี่เยียนซางถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
เมื่อสามปีก่อน พ่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม่เสียชีวิตคาที่ ส่วนพ่อก็ได้รับบาดเจ็บที่ขา มีเพื่อนบ้านใจดีช่วยแนะนำเซี่ยเยี่ยนฟางให้พ่อรู้จัก
เซี่ยเยี่ยนฟางมีลูกชายคนหนึ่ง เรียนมัธยมปลายแล้ว เดิมทีเธอดูแคลนพ่อที่สูญเสียความสามารถในการทำงาน แต่ต่อมาพอได้ยินว่าสวี่เยียนซางจะแต่งงานกับโจวมู่ชวน เธอกลับตอบตกลง
สวี่เยียนซางรู้มาตลอดว่าเซี่ยเยี่ยนฟางหวังเงิน
แต่พ่อเดินเหินไม่สะดวก จำเป็นต้องมีคนดูแลในระยะยาว เธอหาคนที่เหมาะสมกว่าเซี่ยเยี่ยนฟางไม่ได้
อีกฝ่ายหวังเงิน เธอก็ยอมรับได้ เงินส่วนนี้เธอควรจ่าย
แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าเซี่ยเยี่ยนฟางจะหวังฮุบส่วนแบ่งจากตระกูลโจวด้วย
ตระกูลโจวมีอำนาจคับฟ้าในเมืองเหนือ คนธรรมดาคิดจะต่อกรด้วยก็ไม่ต่างจากเอาไข่ไปกระแทกหิน
เธอเจ็บปวดจนบอบช้ำไปทั้งตัวในชีวิตแต่งงานครั้งนี้ ยังไม่ใช่บทเรียนอีกหรือ?
สวี่เยียนซางยิ้มขื่น กำลังจะเดินจากไป ทว่าประตูคฤหาสน์ที่ปิดสนิทกลับเปิดออกกะทันหัน
จ้าวเจียลี่อยู่บนบันไดสูง กอดอกพูดประชดประชัน “ในเมื่อหย่ากันแล้ว ก็จัดการคนในครอบครัวประสาทของเธอให้ดี ตระกูลโจวไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ ไม่ใช่ว่าขยะอะไรก็จะเข้ามาได้!”
เมื่อครู่เซี่ยเยี่ยนฟางปากกล้าเกินไป เธอด่าอีกฝ่ายไม่ชนะจึงหลบเข้าไปข้างใน ตอนนี้ผู้หญิงบ้าคนนั้นไปแล้ว ส่วนสวี่เยียนซางก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไร เธอจึงออกมาแสดงอำนาจได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ
สวี่เยียนซางหยุดฝีเท้า มองจ้าวเจียลี่ คำว่า “แม่คะ” ที่เกือบหลุดจากปากกลับถูกกลืนลงไป
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เธอได้เรียนรู้บทเรียนหนึ่งอย่างลึกซึ้ง คนอื่นไม่เห็นเธอสำคัญ ก็อย่าได้หลงคิดไปเองว่าความหวังดีของเธอจะทำให้อีกฝ่ายหันมาใส่ใจ
แม้ในใจจะขมขื่นเพียงใด บนใบหน้าก็ไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย “ขอโทษค่ะ เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ขอให้คุณระวังคำพูดด้วย ครอบครัวของฉันไม่ใช่คนประสาทค่ะ”
เธอไม่คิดจะยืดเยื้อ พูดจบก็หันหลังเดินจากไป
“หยุดนะ!” จ้าวเจียลี่เดินลงมาจากบันได มองเธออย่างเย็นชา “นี่คือท่าทีที่เธอใช้พูดกับผู้ใหญ่หรือ? ดูท่าก่อนหน้านี้ที่ทำตัวนอบน้อมคอยเอาใจคงเสแสร้งทั้งนั้น! พอหย่าปุ๊บก็เผยหางจิ้งจอกออกมาเลยสินะ!”
มือของสวี่เยียนซางกำแน่นอยู่ข้างลำตัว ก่อนจะคลายออกในชั่วครู่ รอยยิ้มตรงมุมปากดูอ่อนแรงเหลือเกิน
เธอหัวเราะเยาะความโง่ของตัวเอง เป็นสะใภ้ตระกูลโจวมาสองปี ทุ่มเทดูแลแม่สามีอย่างสุดหัวใจ ปีที่แล้วจ้าวเจียลี่ตรวจพบเนื้องอกในมดลูกและต้องเข้ารับการผ่าตัด เธอเป็นคนเฝ้าอยู่ข้างเตียงทั้งวันทั้งคืน คอยเช็ดอุจจาระและป้อนอาหาร ดูแลอีกฝ่ายไม่ห่าง
แต่สุดท้ายเธอได้อะไรกลับมา?
คำด่าทอ การเหยียดหยาม และคำเยาะเย้ย
ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีใครในตระกูลโจวเห็นเธออยู่ในสายตาเลย
“สำหรับคุณ ฉันมั่นใจว่าตัวเองทำทุกอย่างโดยไม่ละอายใจค่ะ”
สวี่เยียนซางก้มตาลง ทุกคำที่พูดสงบนิ่งอย่างยิ่ง ความเจ็บปวดในใจใกล้จะด้านชาเต็มที
ทันใดนั้น รถสปอร์ตสีเทาเงินคันหนึ่งก็เบรกกะทันหันจอดหน้าคฤหาสน์
โจวมู่ชวนลงจากรถ เดินเข้ามาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด เอ่ยถามเสียงเย็น “สวี่เยียนซาง เธอมาวุ่นวายอะไรอีก? ทำไมถึงอยู่นิ่ง ๆ บ้างไม่ได้!”
สวี่เยียนซางชะงักไป เธออยากอธิบาย แต่โจวมู่ชวนไม่เปิดโอกาสให้พูดแม้แต่น้อย ซ้ำยังตำหนิเธอทันที
“หลายวันนี้เธอวนเวียนอยู่ตรงหน้าฉันไม่เลิก คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะเปลี่ยนใจหรือไง? ฉันยังนึกว่าเธอยอมหย่าดี ๆ เพราะอยากให้ฉันกับซือซือได้สมหวัง ที่ไหนได้กลับเป็นแผนถ่วงเวลา เธอเสแสร้งจนน่าขยะแขยง!”
สีเลือดบนใบหน้าของสวี่เยียนซางจางหายไปในพริบตา เธอมองสบตาเขาตรง ๆ เสียงสั่นด้วยความโกรธจนควบคุมไม่อยู่
“โจวมู่ชวน! คุณคิดว่าฉันเป็นคนตัดใจไม่ได้หรือไง? ใช่… ฉันเคยรักคุณก็จริง แต่ตั้งแต่วินาทีที่เดินออกจากสำนักงานกิจการพลเรือน ฉันก็ไม่เคยคิดจะหันกลับไปอีก! คุณมีสิทธิ์อะไรถึงไม่ถามฉันสักคำ แล้วมาปรักปรำฉันแบบนี้!”
ไม่รู้ว่าฉินซือซือมาถึงตั้งแต่เมื่อไร เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดว่า “พี่เยียนซาง มู่ชวนเป็นคนดีขนาดนี้ พี่ตัดใจจากเขาไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถึงอย่างนั้น พี่ก็ไม่ควรมารบกวนคุณแม่เพราะเรื่องแค่นี้นะคะ”
พูดจบ เธอก็เดินไปหาจ้าวเจียลี่ด้วยสีหน้าเป็นห่วง ก่อนถามเสียงนุ่ม “คุณแม่ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ? สีหน้าดูไม่ดีเลย หรือว่าโรคความดันโลหิตสูงกำเริบอีกแล้วคะ?”
จ้าวเจียลี่ชอบว่าที่สะใภ้คนนี้มาก ทั้งเรียนสูงและกตัญญู เธอกุมมือฉินซือซือไว้ “ไม่เป็นไร แค่โดนนังตัวดีนั่นทำให้โมโหจนเวียนหัว พอเห็นเธอก็ดีขึ้นมากแล้ว”
ฉินซือซือเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “เป็นความผิดของฉันกับมู่ชวนค่ะ ถ้าเรามาเร็วกว่านี้สักหน่อย คุณแม่ก็คงไม่ต้องถูกทำให้เจ็บใจขนาดนี้”
น้ำเสียงของเธออ่อนโยน ทว่าถ้อยคำกลับเหมือนมีดที่ค่อย ๆ แทงสวี่เยียนซางทีละแผล ใส่ความผิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นให้เธอ
สีหน้าของโจวมู่ชวนยิ่งไม่น่ามอง เขาจ้องสวี่เยียนซาง น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับแช่แข็งไปถึงกระดูก “นี่คือจุดประสงค์ของเธอหรือ? ทำให้แม่ฉันเป็นอะไรไปแล้วเธอถึงจะพอใจใช่ไหม?”
สวี่เยียนซางฝืนกลั้นไว้ จึงไม่ปล่อยให้น้ำตาร่วงลงมา
เธอเหนื่อยแล้ว ความรู้สึกที่อธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อนี้ทำให้เธอเหนื่อยเหลือเกิน
ตลอดชีวิตแต่งงานสองปี มีบทสนทนาแบบนี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ โจวมู่ชวนเชื่อทุกคนยกเว้นเธอ ทุกคนต่างมีเหตุผลและมีสิทธิ์พูดมากกว่าเธอ
เธอแค่รักใครคนหนึ่ง ทุ่มเทความหวังเต็มหัวใจให้กับชีวิตแต่งงาน แล้วทำไมสุดท้ายถึงต้องมีสภาพน่าเวทนาถึงเพียงนี้ด้วย?
