หลินโหยวเหยียบคันเร่งจนมิด รถสปอร์ตสีแดงพุ่งทะยานไปบนถนนใหญ่เมืองเจียง เธอบังคับพวงมาลัยไปพลางตะโกนเสียงดังไปพลาง
“วันนี้พี่ต้องจัดชุดที่แพงที่สุดในร้านให้เธอให้ได้ จะได้ทำให้ลู่สือเยี่ยนตาบอดคนนั้นโมโหตายไปเลย”
เสิ่นหลีนั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ มองภาพถนนที่ค่อย ๆ เคลื่อนถอยหลังนอกหน้าต่าง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ต้องแพงมากก็ได้ ขอแค่ดูดีเป็นพอ ตอนนี้ฉันจนกรอบแล้ว เงินเก็บทั้งตัวเหลือแค่สามหมื่นหยวนเอง”
หลินโหยวกลอกตาใส่
“จะกลัวอะไร ฉันเลี้ยงเธอเอง! พอเธอได้เข้าทำงานที่เอสวายกรุ๊ปแล้วรับเงินเดือนในฐานะนักปรุงน้ำหอมอันดับหนึ่ง ต่อให้เลี้ยงหนุ่มหล่อสักสองสามคนก็ยังไหว ถึงตอนนั้นก็พาพวกเขาไปเดินอวดต่อหน้าลู่สือเยี่ยน ให้เขาร้องไห้ไปเลย”
รถสปอร์ตจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถใต้ดินของห้างเหิงหลง ทั้งสองขึ้นลิฟต์ตรงไปยังแผนกเสื้อผ้าสตรีแบรนด์หรูชั้นหนึ่ง
พนักงานขายเห็นหลินโหยวเป็นลูกค้าประจำ จึงรีบเดินมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
หลินโหยวเดินวนอยู่ระหว่างราวแขวนเสื้อ พลางเลือกดูเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ประจำฤดูกาลอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะหยิบชุดทำงานสีดำเข้ารูปชุดหนึ่งยัดใส่อ้อมแขนเสิ่นหลี
“ไปลองชุดนี้ รับรองว่าสวยจนคนทั้งร้านตะลึง”
เสิ่นหลีถือเสื้อผ้าเดินเข้าไปในห้องลองชุด
ไม่กี่นาทีต่อมา เธอก็เปิดประตูออกมา
ผมสั้นระต้นคอจับคู่กับดีไซน์เข้ารูปช่วงเอว ทำให้เธอดูคล่องแคล่วและเย็นชา เผยรูปร่างอวบอิ่มได้อย่างงดงาม ทั้งยังขับเน้นบรรยากาศเยือกเย็นของนักปรุงน้ำหอมอัจฉริยะให้โดดเด่นถึงขีดสุด
หลินโหยวเดินวนรอบตัวเธอสามรอบ ก่อนจะปรบมือชมไม่หยุด
“เลิศมาก! แบบนี้สิถึงจะเป็นอัจฉริยะสาวที่เคยกวาดรางวัลจากการแข่งขันที่กราสส์เมื่อปีนั้น ลู่สือเยี่ยนตาบอดจริง ๆ ของดีขนาดนี้กลับขังเธอไว้แต่ในครัว จนแทบกลายเป็นแม่บ้านหน้าโทรม”
ขณะกำลังพูดกันอยู่ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากด้านนอก
“ซิงเย่ วิ่งช้า ๆ ระวังล้มนะ”
หลิ่วหรูเยียนจูงลู่ซิงเย่วัยห้าขวบเดินเข้ามา ในมือของซิงเย่ถือไอศกรีมช็อกโกแลตแท่งใหญ่ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปหมดเพราะกินเลอะเทอะ
ทั้งสี่คนเผชิญหน้ากันพอดีภายในร้าน
เมื่อซิงเย่เห็นเสิ่นหลี มือที่ถือไอศกรีมก็ชะงักค้างกลางอากาศ เด็กชายมีระบบทางเดินอาหารอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด ต้องกินยาปรับสมดุลมาตั้งแต่เล็ก เสิ่นหลีไม่เคยอนุญาตให้เขาแตะเครื่องดื่มหรือของเย็น ทุกครั้งที่อยากกินก็ถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เด็กน้อยหลบไปอยู่หลังหลิ่วหรูเยียนอย่างรู้สึกผิด มือเล็ก ๆ กำชายกระโปรงของเธอไว้ น้ำเสียงฟังดูขัดเขินปนประจบประแจง
“คุณแม่ อย่าดุผมนะครับ เป็นคุณน้าหรูเยียนบอกว่าผมกินได้หนึ่งคำ ผมไม่อยากกลับบ้านไปกินยาจีนขม ๆ นั่นแล้ว มันไม่อร่อยเลย” (ಥ_ಥ)
หลิ่วหรูเยียนกวาดตามองเสิ่นหลีในชุดใหม่ แววอิจฉาวูบผ่านดวงตา ก่อนจะโอบซิงเย่ไว้
“พี่สาว มาซื้อเสื้อผ้าที่นี่เหมือนกันเหรอคะ? พี่ชายสือเยี่ยนระงับบัตรเสริมของพี่แล้ว เลยไม่มีเงินจ่ายหรือเปล่า?”
พอหลินโหยวเห็นภาพตรงหน้า อารมณ์ฉุนเฉียวก็ปะทุขึ้นทันที เธอชี้หน้าหลิ่วหรูเยียนแล้วด่าเสียงกร้าว
“เธอเป็นใครกันถึงมาวางท่าสาวชาเขียวอยู่ตรงนี้ ไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนบ้างหรือไง! พาเด็กที่เป็นโรคกระเพาะมากินไอศกรีม ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาเธอรับผิดชอบไหวไหม?”
หลิ่วหรูเยียนแสร้งทำเป็นน้อยใจ ขยับถอยหลังเล็กน้อยแล้วก้มหน้าลง
“คุณหลินพูดแบบนี้ ฉันเสียใจนะคะ ฉันแค่เห็นซิงเย่น่าสงสาร เลยอยากทำตามความปรารถนาของเด็กสักหน่อยเท่านั้นเอง”
“อีกอย่าง ปกติพี่สาวเข้มงวดกับเขามาก เด็กก็อาจจะเบื่อได้ ซิงเย่ตอนนี้ระบบทางเดินอาหารดีขึ้นมากแล้ว กินนิดเดียวไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
พูดจบเธอก็หยิบบัตรสีดำจากกระเป๋ายื่นให้พนักงานขาย “สวัสดีค่ะ ฉันจ่ายเงินให้คุณผู้หญิงท่านนี้เอง ถือว่าเป็นของขวัญอำลาจากฉันให้พี่สาวนะคะ”
บัตรสีดำใบนั้นคือใบเดียวกับที่เสิ่นหลีทิ้งไว้บนโต๊ะในห้องหนังสือเมื่อวาน
เสิ่นหลีไม่สนใจหลิ่วหรูเยียน เธอเดินตรงไปหาซิงเย่แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลง
ซิงเย่ตกใจจนหดคอ มือเล็กกำกระโปรงหลิ่วหรูเยียนแน่นแล้วถอยหลัง กลัวว่าจะถูกบังคับให้พาตัวไป
แต่ครั้งนี้เสิ่นหลีไม่ได้โกรธ เธอหยิบกระดาษทิชชูจากกระเป๋า เช็ดคราบไอศกรีมบนใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว หัวใจบีบรัดเป็นระลอก
เธอพยายามทำเสียงให้มั่นคงและอ่อนโยน
“ยาจีนห้ามหยุดกินนะ กลางคืนถ้าปวดท้องตอนนอน อย่าลืมบอกแม่หวังให้เอากระเป๋าน้ำร้อนมาให้ ต่อไปกินของเย็นให้น้อยลง เข้าใจไหม”
ซิงเย่ชะงักงัน สัญชาตญาณของเด็กน้อยนั้นเฉียบคม เขารู้สึกได้ว่าวันนี้คุณแม่ไม่ได้โกรธ และไม่ได้จับมือเขากระชากให้ลุกขึ้นเหมือนทุกครั้ง
ความหวาดหวั่นที่ไม่รู้ที่มาพลันถาโถมเข้ามา จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าไอศกรีมในมือไม่หวานอีกต่อไป
เขาทิ้งไอศกรีม แล้วก้าวเข้าไปหาหนึ่งก้าว มือเล็กคว้าชุดสูทของเสิ่นหลีไว้แน่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“คุณแม่โกรธแล้วเหรอครับ? ผมผิดเองที่ไม่ได้บอกว่าจะไปเล่นน้ำกับคุณน้าหรูเยียน ผมกลัวว่าถ้าบอกแล้วคุณแม่จะไม่ยอม ผมผิดไปแล้วครับคุณแม่”
น้ำเสียงของซิงเย่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เสิ่นหลีมองลูกชาย หัวใจเจ็บราวถูกมีดกรีด เธออยากอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขนแล้วพาตัวไปเหลือเกิน
แต่เธอรู้ดีว่าในตอนนี้ตัวเองไม่มีเงินติดตัวสักหยวน ไม่มีทางแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูลูกจากลู่สือเยี่ยนได้ เธอต้องยืนหยัดให้มั่นคงเสียก่อน ถึงจะพาลูกชายกลับมาได้อย่างสง่าผ่าเผย
เสิ่นหลีกลั้นน้ำตา ฝืนใจค่อย ๆ แกะมืออวบป้อมของซิงเย่ออกทีละนิ้ว
ตอนนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
ลู่สือเยี่ยนสวมชุดสูทสีเทาเข้ม มือถือโทรศัพท์อยู่ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งวางสาย
“หรูเยียน เลือกได้หรือยัง?”
ลู่สือเยี่ยนเงยหน้าขึ้น สายตาหยุดอยู่บนร่างเสิ่นหลี ก่อนทั้งร่างจะแข็งค้าง
เขาไม่ได้เห็นเสิ่นหลีแต่งตัวแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว หลายปีมานี้เธอมักสวมชุดอยู่บ้านหลวม ๆ ผูกผ้ากันเปื้อน และมีแต่กลิ่นควันจากครัวติดตัว
แต่ตอนนี้เธอดูคล่องแคล่ว เย็นชา และงดงามจนยากจะละสายตา
ทว่าไม่นานเขาก็เก็บอารมณ์ สีหน้าขรึมลงเล็กน้อย “คุณมาทำอะไรที่นี่?”
เสิ่นหลียืนขึ้น จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนมองชายที่เธอรักมาตลอดเจ็ดปีด้วยสายตาเย็นชา “เมืองเจียงกว้างใหญ่ขนาดนี้ ห้างนี้เป็นของตระกูลลู่หรือไง ฉันถึงมาไม่ได้?”
ท่าทีเย็นชาของเธอทิ่มแทงลู่สือเยี่ยนเข้าอย่างจัง เขาชินกับการที่เสิ่นหลีเชื่อฟังและเอาอกเอาใจมานาน น้ำเสียงประชดประชันเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
“เลิกงอแงได้แล้ว วันนี้ผมผิดเอง ไม่ควรวางสายคุณ คุณชอบชุดไหนผมซื้อให้ คืนนี้ก็ไปงานเลี้ยงด้วยกันเถอะ”
หลิ่วหรูเยียนร้อนใจ รีบเดินเข้าไปคล้องแขนลู่สือเยี่ยน
“พี่ชายสือเยี่ยน ดูเหมือนพี่สาวยังโกรธอยู่เลยค่ะ ฉันเอาบัตรเสริมของพี่ให้พนักงานไปแล้ว ตั้งใจจะช่วยจ่ายเงินให้พี่สาวน่ะค่ะ”
ลู่สือเยี่ยนเหลือบมองบัตรสีดำในมือพนักงานขาย แล้วหันไปมองเสิ่นหลี “รับไปสิ อย่าทำให้ผมขายหน้าข้างนอก”
เสิ่นหลีรู้สึกขบขัน เธอหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา เปิดรหัสชำระเงิน แล้วยกมือปัดมือหลิ่วหรูเยียนออก “สแกนรหัสของฉัน ชุดนี้ฉันซื้อเอง”
พนักงานขายเห็นบรรยากาศไม่สู้ดี จึงรีบสแกนโทรศัพท์ของเสิ่นหลี
เสียงติ๊ดดังขึ้น เงินเก็บสามหมื่นหยวนสุดท้ายในบัญชีของเสิ่นหลีถูกใช้จนหมด
เสิ่นหลีรับถุงชอปปิงมา โดยไม่แม้แต่จะมองลู่สือเยี่ยน เธอจับมือหลินโหยวแล้วเดินออกไป
“เสิ่นหลี! คุณจะงอแงไปถึงเมื่อไรกันแน่!” ลู่สือเยี่ยนตวาดไล่หลัง
“ตอนนี้คุณถึงกับไม่กลับบ้าน คิดว่าผมจะตามไปง้อหรือไง!”
“คุณแม่! คุณแม่จะไปไหน!” ซิงเย่ร้องไห้เสียงดังอยู่ด้านหลัง เด็กน้อยพยายามวิ่งตามไป แต่ถูกหลิ่วหรูเยียนจับตัวไว้แน่น
เสิ่นหลีหยุดอยู่หน้าประตูกระจกชั่วขณะ ปลายนิ้วจิกลงกลางฝ่ามือจนเกิดรอยแดง
เธอหลับตาลงครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้หันกลับไป ก่อนก้าวเดินอย่างเด็ดเดี่ยวเข้าไปในทางเดินของห้าง
รอดูเถอะ! ทุกสิ่งที่เป็นของเธอ เธอจะทวงคืนกลับมาทีละอย่าง
