“ถึงฉันกับจูเชาจะหย่ากันแล้ว แต่เสี่ยวหยาก็ยังถือว่าเขาเป็นพ่อของตัวเอง ความรู้สึกที่มีต่อเขาก็ยังไม่เปลี่ยน ตั้งแต่เห็นภาพนั้นเมื่อวาน กลับมาก็ไม่พูดอะไรสักคำเลย”
พี่สะใภ้หวังพูดถึงตรงนี้ก็อดถอนใจอีกครั้งไม่ได้
เวินโหรวได้ยินแล้วก็เดินเข้าไปจับแขนเสี่ยวหยา ดึงเธอให้ลุกขึ้นจากพื้น
แม้เธอจะรู้อยู่แล้วว่าจูเชากับซุนเหมยไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะเลวได้ถึงขนาดนี้
เสี่ยวหยาเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขาแท้ ๆ แต่เขากลับยอมรับลูกชายของคนอื่นเข้าบ้าน โดยไม่ยอมแม้แต่จะมองหน้าลูกสาวตัวเอง
คนแบบนี้ไม่คู่ควรจะเป็นพ่อของใครทั้งนั้น
“เสี่ยวหยา ฟังนะ จูเชาไม่คู่ควรเป็นพ่อของเธอ เขาปฏิบัติกับเธอยังไง ต่อไปเธอก็ปฏิบัติกับเขาแบบนั้น จากนี้ไปญาติแท้ ๆ ของเธอมีแค่แม่คนเดียว คนในตระกูลจูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธออีกแล้ว อย่าไปคาดหวังอะไรจากพวกเขาอีก แบบนี้เธอจะได้ไม่ต้องเสียใจมาก”
เวินโหรวลูบศีรษะเสี่ยวหยา แม้คำพูดพวกนี้จะโหดร้ายไปสักหน่อยสำหรับเด็กคนหนึ่ง แต่นี่คือสิ่งที่เธอต้องเผชิญในตอนนี้ พอโตขึ้นเธอก็จะเข้าใจเอง
ไม่ช้าก็เร็ว จูเชากับซุนเหมยจะต้องชดใช้กับสิ่งที่ทำลงไป คนแบบนี้ให้เสี่ยวหยารู้ธาตุแท้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า
เสี่ยวหยาพยักหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของเวินโหรว
“หนูจำไว้แล้วค่ะ ขอบคุณนะคะคุณน้าเวินโหรว”
“เด็กดี ไปเล่นเถอะ” เวินโหรวจัดผมให้เธอพลางยิ้มบอก
“ขอบคุณนะ น้องสาว” พี่สะใภ้หวังเห็นว่าเวินโหรวพูดแค่ไม่กี่คำ เสี่ยวหยาก็กลับมาเป็นปกติแล้ว จึงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก
เวินโหรวมองพี่สะใภ้หวัง พลางนึกว่าอีกฝ่ายเพิ่งอายุสามสิบกว่า ๆ เอง ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่แบบนี้เพราะตระกูลจู
เธอจึงถามด้วยความห่วงใยว่า “พี่สะใภ้ หลังจากนี้พี่จะเลี้ยงเสี่ยวหยาอยู่คนเดียวไปตลอดเหรอ บนโลกนี้มีผู้ชายดี ๆ อีกตั้งเยอะ ไม่ได้มีแค่หวังเชาคนเดียว”
“ฉันเป็นแบบนี้แล้ว ผู้ชายคนไหนจะมองฉันล่ะ” พี่สะใภ้หวังไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้มาก่อน
บางครั้งพอมองตัวเองในกระจก เธอก็รู้สึกรังเกียจตัวเองจนไม่กล้าเงยหน้า
ผิวของเธอทั้งคล้ำทั้งเหลือง ดูแก่กว่าอายุจริงไปหลายปี แถมยังแต่งตัวไม่เป็น ไม่รู้จักเอาใจผู้ชาย
