บ้านของหวังเยี่ยนผิงมีสมาชิกเยอะ ของที่ซื้อไว้กินช่วงตรุษจีนกินไปเกือบหมดแล้ว
หลายวันมานี้พวกเขากินแต่โจ๊กข้าวโพดกับผักดองทุกวัน จืดชืดจนแทบไม่รู้รสอะไร
ไม่ต้องพูดถึงเธอที่กินไม่อิ่ม เด็ก ๆ หลายคนก็ร้องหิวทุกวัน
พอเห็นเวินโหรวถือซาลาเปาไส้เนื้ออยู่ในมือ กลิ่นหอมก็ทำให้เธออดใจไม่ไหว
เธอมองเวินโหรว แล้วพูดอย่างกระอักกระอ่วนว่า “น้องสาว เรื่องก่อนหน้านี้พี่สะใภ้ทำไม่ถูกเอง ฉันขอโทษนะ ไม่ควรสงสัยเธอเลย”
เวินโหรวมองหวังเยี่ยนผิง พลางนึกถึงก่อนหน้านี้ที่ตัวเองหวังดีเตือนเธอ แต่กลับถูกเธอตอกกลับ ในใจจึงตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปมาหาสู่กับเธออีก
คนแบบนี้ไม่คู่ควรแก่การคบหาอย่างสนิทสนม
เวินโหรวคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเธอจะมาหาตนเพื่อขอโทษอย่างนอบน้อมเช่นนี้
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังถามด้วยสีหน้าเป็นมิตรว่า “พี่สะใภ้ มาหาฉันมีธุระอะไรหรือคะ”
หวังเยี่ยนผิงเห็นเวินโหรวถามเช่นนั้น จึงหน้าด้านพูดว่า “น้องสาว ไม่รู้ว่าพายุหิมะนี้จะหยุดเมื่อไหร่ เสบียงบ้านเรากินไม่พอแล้ว เธอพอจะให้เรายืมสักหน่อยได้ไหม วางใจเถอะ พอพายุหิมะหยุด ฉันจะคืนให้เป็นสองเท่าแน่นอน”
หวังเยี่ยนผิงหมดหนทางจริง ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมลดศักดิ์ศรีมาถามเวินโหรวเพื่อขอยืมหรอก
เธอรู้ว่าเวินโหรวเป็นคนใจดี อย่างตอนก่อนที่ให้เธอยืมน้ำก็เหมือนกัน
เดิมทีเธอคิดว่าพูดถึงขนาดนี้แล้ว เวินโหรวต้องให้ยืมแน่ แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินเวินโหรวปฏิเสธตรง ๆ
“ขอโทษจริง ๆ นะคะพี่สะใภ้ ดูสิคะ ตอนนี้ฉันท้องอยู่ กินเยอะกว่าเมื่อก่อนมาก เสบียงที่บ้านยังไม่พอให้ฉันกินเองเลย ไม่มีเหลือให้ยืมจริง ๆ ค่ะ”
เวินโหรวพิงกรอบประตู มือถือซาลาเปาไส้เนื้อ แถมยังกัดให้หวังเยี่ยนผิงเห็นต่อหน้าต่อตา
พอหวังเยี่ยนผิงได้ยินคำพูดของเธอ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
ก่อนหน้านี้เธอเห็นกับตาว่าเวินโหรวกักตุนเสบียงไว้ตั้งมากมาย แค่กินให้น้อยลงหน่อยคนเดียวจะเป็นอะไรไป
ตอนนี้บ้านเธอก็จนหนทางจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าเวินโหรวจะใจร้ายขนาดนี้ แม้แต่เสบียงสักนิดก็ไม่ให้ยืม
