เดิมทีเวินจี้กวงคิดว่าการทำให้สองน้องชายของโจวต้าหย่งพูดความจริงคงยาก แต่ไม่คิดว่าฮั่วเหยียนชวนจะหาวิธีได้อย่างรวดเร็ว
เขาให้เสี่ยวเฉิงไปซื้อลูกอมสองเม็ดที่ร้านเล็ก ๆ ตรงปากหมู่บ้าน แล้วหลอกเด็กสองคนนั้นมา
“ถ้าพวกแกพูดความจริง ลูกอมสองเม็ดนี้ก็ยังเป็นของพวกแก แต่ถ้าไม่พูดความจริง แม้แต่ลูกอมที่อยู่ในมือพวกแกตอนนี้ก็จะไม่ได้กิน” ฮั่วเหยียนชวนมองเด็กทั้งสอง มือยังถือลูกอมอีกสองเม็ดไว้
น้องชายทั้งสองของโจวต้าหย่งจ้องลูกอมในมือฮั่วเหยียนชวน น้ำลายแทบไหล
พวกเขาเลียริมฝีปาก แล้วพยักหน้ารัว ๆ ราวกับจิกข้าวกิน
เวินจี้กวงยืนอยู่ข้าง ๆ ดวงตาจับจ้องเด็กสองคนเขม็ง มือทั้งสองกำแน่นเพราะอดตื่นเต้นไม่ได้
“คนในบ้านพวกแกไม่ชอบเวินโหรวกันใช่ไหม ไม่อยากให้เธอเป็นพี่สะใภ้ของพวกแก?” ในฐานะคนจากหน่วยสืบสวน ฮั่วเหยียนชวนรู้ว่าควรถามอะไรก่อนถึงจะลดความระแวงของเด็ก ๆ ได้ และรู้ว่าต้องถามอ้อม ๆ อย่างไรถึงจะทำให้พวกเขาพูดความจริง
เป็นอย่างที่คิด พอทั้งสองได้ยินคำถามของฮั่วเหยียนชวนก็หันมามองหน้ากัน
พ่อแม่เคยกำชับไม่ให้พวกเขาพูดเรื่องที่วางยาเวินโหรวในคืนนั้น แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้พูดเรื่องอื่น
ทั้งสองจึงพยักหน้าพร้อมกัน
“แน่นอน แม่บอกว่าเวินโหรวไม่คู่ควรกับพี่ชายฉัน เธอเป็นฝ่ายเข้าหาเอง เสนอตัวเองแบบนั้น คนอย่างเธอตระกูลเราไม่เอาหรอก”
“ใช่ ถึงเธอจะซื้อของให้พวกเราสองคนตั้งเยอะ แต่แม่ก็บอกว่า รอพี่ชายฉันมีอนาคตก้าวหน้าในกองทัพแล้ว บางทีอาจได้แต่งกับลูกสาวผู้บังคับบัญชาในกองทัพก็ได้ เวินโหรวเป็นใครกัน ผู้หญิงบ้านนอกอย่างเธอไม่มีสิทธิ์แต่งเข้าตระกูลเรา”
ทั้งสองพูดทุกอย่างที่เหอชุ่ยฮวาชอบพูดเป็นประจำออกมา คำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหอชุ่ยฮวาพูดจนชินปาก จึงไม่รู้ตัวเลยว่าเด็กทั้งสองได้ยินและจำได้ขึ้นใจ
“พวกแก... พวกแกทำแบบนี้ได้ยังไง...” เวินจี้กวงได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
เขาเป็นคนใจร้อน พอได้ยินคนตระกูลโจวพูดถึงน้องสาวตัวเองแบบนี้ ก็อดลุกขึ้นเตรียมไปคิดบัญชีกับคนตระกูลโจวไม่ได้
ฮั่วเหยียนชวนยื่นมือดึงเขาไว้ “ใจเย็นก่อน”
