หลังซื้อของเสร็จ เวินโหรวก็พาเจียงเหยียนกลับไป
พอพวกเขามาถึงเขตบ้านพักครอบครัว หลวี่หมิงก็ขนของมาส่งอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวเหยียน มาช่วยขนของ” เวินโหรวเรียกเจียงเหยียน จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันขนของที่ซื้อมาเข้าบ้านทีละเที่ยว
แม้เจียงเหยียนจะเหนื่อยจนเหงื่อท่วมศีรษะ แต่เขาก็มีความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาซื้อของมากมายขนาดนี้ พอมองบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวของ ก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
เวินโหรวยังซื้อแตงโมมาสองลูกด้วย อากาศร้อนขนาดนี้ต้องกินแตงโมถึงจะคลายร้อนได้
“เจียงเหยียน ไปตักน้ำเย็นมาแช่แตงโมหน่อย เดี๋ยวกินแล้วจะได้เย็นชื่นใจ” เวินโหรวเรียกเขา
พอเจียงเหยียนได้ยินก็วิ่งตึงตังไปตักน้ำทันที
เธอเพิ่งขนของเสร็จ พี่สะใภ้หวังก็กลับมาจากทำงานในแปลงพอดี
เห็ดที่เธอปลูกเริ่มเก็บเกี่ยวเป็นรอบที่สามแล้ว แม้อากาศจะร้อน แต่ขอแค่หาเงินได้ ความลำบากแค่นี้ก็ไม่นับเป็นอะไร
พอเห็นเวินโหรว พี่สะใภ้หวังก็พาเสี่ยวหยามาทักทายเธอ
เมื่อเห็นเจียงเหยียน พี่สะใภ้หวังก็ถามอย่างสงสัยว่า “น้องโหรว เด็กคนนี้คือ...”
“เป็นลูกของญาติฉัน ต่อไปจะมาอยู่กับพวกเรา” เวินโหรวไม่ได้เล่าชาติกำเนิดของเจียงเหยียนออกไป เพราะรู้ว่าเขาอ่อนไหว จึงไม่ได้พูดถึงมากนัก
แต่พอเธอพูดจบ ก็ได้ยินซุนเหมยที่อยู่ไม่ไกลพูดเสียงดังขึ้นมาว่า “ไม่ใช่หรอกมั้ง ฉันได้ยินมาว่าพ่อแม่ของเด็กคนนี้ถูกคนจากองค์กรสายลับฆ่าตาย ทั้งคู่เป็นนักวิจัย เป็นครอบครัวของผู้พลีชีพเพื่อชาติ ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับแกสักหน่อย อย่ามาอ้างความสัมพันธ์มั่ว ๆ สิ”
ซุนเหมยไม่ชอบขี้หน้าเวินโหรว ทั้งที่ทุกคนอยู่ในเขตบ้านพักครอบครัวเดียวกัน แต่มีแค่เวินโหรวคนเดียวที่หาเงินได้มากมาย ส่วนพวกเธอได้แต่มองตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา
แตงโมในหน้าร้อนแพงขนาดไหน ปกติพวกเธอแทบไม่กล้าซื้อแม้แต่ลูกเดียว
แต่เวินโหรวซื้อทีหนึ่งตั้งสองสามลูก
ไม่ใช่แค่นั้น บ้านเธอยังมีทั้งพัดลมกับเครื่องซักผ้า ทั้งที่เป็นเพื่อนบ้านกันแท้ ๆ แต่เธอก็ไม่ยอมช่วยหาทางเอาพัดลมมาให้พวกเขาบ้างสักสองสามเครื่อง
หน้าร้อนในราบกึ่งทะเลทรายไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้เลย กลางวันแค่นั่งเฉย ๆ ก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว
