ฟางซินโหยวเห็นว่าทุกคนกำลังมองมาที่เธอ ก็ทำหน้าเหมือนถูกใส่ร้าย น้ำตาคลอเบ้าพลางพูดว่า “ฉันไม่ได้ทำ ไม่ว่าพวกคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่ฉันไม่ได้ทำจริง ๆ”
เธอรู้ว่าขอแค่ยืนกรานไม่ยอมรับ พวกเขาก็ทำอะไรเธอไม่ได้
วิธีนี้เธอเคยใช้ได้ผลมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยพลาดท่าเลยสักครั้ง
เพราะเมื่อก่อนจะมีคนช่วยพูดให้เธอเสมอ ต่อให้ถูกสงสัย ขอแค่อีกฝ่ายไม่มีหลักฐาน เธอก็ไม่กลัว
แต่ครั้งนี้ คนที่เธอเจอคือเจียงเหยียน
เมื่อก่อนคนในเขตบ้านพักรู้ว่าฟางซินโหยวเป็นลูกสาวนายพันเอา ทุกคนจึงให้เกียรติเธอมาก
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว นายพันเอาถูกย้ายไปประจำการที่กองทัพชายแดน ฟางซินโหยวจึงไม่มีใครคอยหนุนหลังอีก
ส่วนอวิ๋นชูกับอวิ๋นเหยานั้นต่างออกไป ทวดของพวกเธอเป็นหัวหน้าผู้เกษียณของเขตบ้านพักทหาร
คนที่พอมีสมองอยู่บ้างย่อมรู้ว่าควรเอาใจใคร
“ฟางซินโหยว ยอมรับมาเถอะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แกทำเรื่องแบบนี้ ตั้งแต่เมื่อกี้แกก็เอาแต่จ้องฮั่วอวิ๋นชูกับฮั่วอวิ๋นเหยาอยู่ตลอด”
คราวนี้มีคนช่วยพูดเข้าข้างอวิ๋นชูกับอวิ๋นเหยา
“ใช่ ฉันก็เห็น เมื่อกี้มีแค่แกที่ยืนอยู่ข้างหลังฮั่วอวิ๋นชู คนที่ทำต้องเป็นแกแน่”
“ฉันเป็นพยานได้ เมื่อวานแกยังพูดว่าอิจฉาที่ฮั่วอวิ๋นชูกับฮั่วอวิ๋นเหยามีเสื้อผ้าใหม่ใส่ แถมยังมีขนมอร่อย ๆ กิน”
“เจียงเหยียนเจอมีดเล่มเล็กที่แกซ่อนไว้ในกระเป๋าแล้ว ต่อให้แกไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ”
คนที่พูดล้วนเคยสนิทกับฟางซินโหยว แต่คราวนี้กลับพร้อมใจกันช่วยพูดเข้าข้างอวิ๋นชู
“พวกแก...พวกแก...ทั้งที่เป็นเพื่อนฉัน ทำไมถึงไปช่วยพวกนั้น ไม่ช่วยพูดให้ฉันบ้าง” ฟางซินโหยวได้ยินแล้วก็โกรธจนแทบระเบิด
เธอไม่อยากเชื่อเลยว่า คนพวกนี้ที่เมื่อก่อนเอาแต่ประจบเธอ ตอนนี้กลับช่วยพูดเข้าข้างคนอื่น
แต่เธอไม่รู้ว่าที่คนพวกนี้ประจบเธอเมื่อก่อน ก็เพราะนายพันเอาทั้งนั้น
ตอนนี้เธอเสียฐานะลูกสาวนายพันเอาไปแล้ว ใครจะยังยอมตามใจเธออีก
เมื่อก่อนฟางซินโหยวก็ไม่ได้ดีกับพวกเธอนัก พวกเธอไม่ชอบหน้าเธอมานานแล้ว พอมีโอกาสแบบนี้เข้าจะปล่อยไปได้อย่างไร
