เสียงเอะอะหน้าประตูดึงดูดผู้จัดการภัตตาคารที่เพิ่งคุยกันเมื่อครู่นี้ให้ออกมาดู พอเห็นว่าเป็นสองคนนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“พวกคุณทำอะไรกัน? เมื่อกี้ผมพูดชัดเจนแล้วว่าผมต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าทุกคน การไม่เลือกทำธุรกิจกับพวกคุณก็เป็นการตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว หวังว่าพวกคุณจะเข้าใจความลำบากใจของผมด้วย”
ท่าทีของผู้จัดการภัตตาคารยังถือว่าดี ไม่ได้สั่งให้คนมาไล่พวกเขาสองคนออกไปทันที
เขาแค่ไม่คิดว่าคนสองคนนี้จะกลายเป็นพวกไร้ยางอาย ดีแล้วที่เมื่อกี้เขาไม่ได้เลือกทำธุรกิจกับพวกเขา
ถ้าร่วมมือกันจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าภัตตาคารของพวกเขาจะเสียหายมากแค่ไหน
“ฉันไม่สน นี่มันรังแกกันชัด ๆ” เผิ่งเสี่ยวว่านแสร้งทำตัวเป็นสตรีปากร้ายต่อไป เพื่อถ่วงเวลาให้เวินโหรว
ห่าวกังเห็นดังนั้นก็ช่วยแสดงละครคล้อยตามเธออยู่ข้าง ๆ
ตอนนั้นเอง เวินโหรวที่อยู่ในครัวก็ไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่น้อย เดิมทีเธอก็ทำอาหารอร่อยอยู่แล้ว ช่วงหลายวันนี้ยังศึกษาวิธีทำเห็ดขาวไว้หลายอย่างด้วย
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อาหารหนึ่งหม้อก็ผัดเสร็จ แบ่งใส่จานแล้วยกออกมา
เธอนำผัดเห็ดขาวไปเสิร์ฟให้ห้องส่วนตัวหลายห้อง รวมถึงลูกค้าทุกโต๊ะในโถงใหญ่ พออาหารวางลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมก็ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
“นี่อาหารอะไร? เหมือนพวกเราจะไม่ได้สั่งนะ?” มีคนมองจานอาหารด้วยสีหน้างุนงงแล้วถามขึ้น
“เหมือนจะบอกว่าเป็นเมนูใหม่ของภัตตาคาร ให้พวกเราชิมฟรีน่ะ”
ลูกค้าต่างมองอาหารจานใหม่ที่เพิ่งยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมดึงดูดพวกเขาในทันที ทุกคนรีบหยิบตะเกียบขึ้นมาชิมอย่างอดใจไม่ไหว
เวินโหรวเห็นภาพนี้แล้วก็รู้ว่าเป้าหมายของเธอสำเร็จแล้ว
เธอจึงฉวยโอกาสนี้แอบเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ
ตอนนั้นเผิ่งเสี่ยวว่านกับห่าวกังยังคงยื้ออยู่กับผู้จัดการภัตตาคาร
พอทั้งสองเห็นว่าเวินโหรวออกมาแล้ว ก็หาเหตุผลสักข้อแล้วถอยออกมา
“เป็นยังไงบ้าง เสี่ยวโหรว?” เผิ่งเสี่ยวว่านถามอย่างร้อนใจ
เวินโหรวยิ้มให้พวกเขา “ให้ฉันจัดการเอง รับรองว่าไม่มีปัญหา กลับกันก่อนเถอะ”
“กลับตอนนี้เลยเหรอ? ไม่รอดูอีกหน่อยหรือ?” ห่าวกังถามอย่างสงสัย
