รถแล่นมาได้กว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เวินโหรวก็ยังไม่หายตกใจจากอันตรายของพายุทรายเมื่อครู่
เมื่อครู่เธอเกือบถูกทรายฝังทั้งตัว ตอนนี้ทรายในเสื้อผ้าก็ยังเอาออกไม่หมด บางส่วนไหลเข้าไปตามเสื้อผ้า เสียดสีกับผิวจนเจ็บ
“เมื่อก่อนพวกคุณ...เจอพายุทรายแบบนี้มาหลายครั้งแล้วหรือ?” เวินโหรวหันไปถามฮั่วเหยียนชวนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ได้ยินเสียงเวินโหรว ฮั่วเหยียนชวนก็ขานรับว่า “อืม” ก่อนตอบว่า “ที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขาเจอพายุทรายทั้งเล็กทั้งใหญ่มาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง จึงชินไปเอง
เพียงแต่เวินโหรวเพิ่งมาที่นี่ ยังไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม อีกทั้งร่างกายก็บอบบาง ไม่มีอุปกรณ์หรือวิธีรับมือพายุทราย จึงถูกพัดเข้าไปได้ง่าย
ตอนนี้เวินโหรวรู้แล้วว่าพายุทรายมีอานุภาพน่ากลัวเพียงใด ในใจยังอดหวาดหวั่นไม่ได้
ถ้าเมื่อครู่ฮั่วเหยียนชวนไม่มา เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทนต่อไปได้นานแค่ไหน
คิดถึงตรงนี้ เธอก็กล่าวด้วยสีหน้าซาบซึ้งว่า “เมื่อกี้ขอบคุณมากนะ”
เขาช่วยเธออีกครั้งแล้ว บุญคุณที่ติดค้างเขามีมากมายขนาดนี้ เธอไม่รู้เลยว่าเมื่อไรจะชดใช้หมด
“ผมเป็นสามีคุณ เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว” พอได้ยินเวินโหรวพูดกับเขาอย่างเกรงใจ ฮั่วเหยียนชวนก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
เขาอดคิดไม่ได้ว่า เมื่อไรเธอถึงจะเลิกเกรงใจเขา และเลิกมองเขาเป็นแค่สามีในนาม เป็นคนนอกที่ไม่สำคัญ
เวินโหรวไม่ได้สังเกตว่าฮั่วเหยียนชวนมีท่าทีผิดปกติ แม้เขาจะพูดอย่างนั้น แต่เธอก็จดจำทุกเรื่องที่เขาช่วยเหลือเธอไว้ในใจ
เผื่อวันหลังหย่ากับเขาแล้ว จะได้ไม่ติดค้างบุญคุณเขามากเกินไป
ตอนนั้นเอง ท้องของเวินโหรวก็ส่งเสียง “โครกคราก” ขึ้นมา
ตอนนี้เลยเที่ยงมานานแล้ว ระหว่างทางเธอต้องรีบเดินทาง ซ่อมรถ แล้วยังเจอพายุทรายอีก ทั้งจิตใจและร่างกายจึงใช้พลังไปมาก
อีกอย่าง ปกติเธอก็กินจุอยู่แล้ว ใช้พลังงานมากกว่าคนทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ในท้องยังมีเจ้าตัวน้อยสองคนช่วยใช้พลังงาน เธอรู้สึกได้ชัดว่าช่วงสองสามวันนี้เจริญอาหารกว่าแต่ก่อนเสียอีก
“หิวแล้วหรือ?” ฮั่วเหยียนชวนหันไปมองเวินโหรว แล้วดูเวลา ตอนนี้เกือบสี่โมงเย็นแล้ว
