เมื่อเห็นเจียงเหยียนกับคนอื่น ๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ฟางซินโหยวก็ทำได้แค่นอนเกาะประตูมอง น้ำลายไหลย้อยจากมุมปาก
กลิ่นเนื้อหอม ๆ ทำให้เธอหยุดยืนอยู่กับที่ ขยับเท้าไปไหนไม่ได้เลย
เธอเม้มปากกลืนน้ำลาย ก่อนหันไปมองฟางถิงแล้วถามเสียงเบาว่า “น้าคะ อีกนานไหมกว่าหนูจะได้กินกระดูกชิ้นโต ๆ แบบนั้นบ้าง”
เธออยากกินจนแทบทนไม่ไหว ตั้งแต่ออกจากตระกูลถานมากับแม่ เธอก็ไม่ได้กลิ่นเนื้อมานานแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้กิน
เมื่อก่อนตอนอยู่ตระกูลถาน ที่บ้านจะได้กินเนื้อกันเป็นครั้งคราว
ตอนนั้นนายพันเอาทั้นก็รักและตามใจฟางซินโหยวมาก ขอแค่เป็นของที่เธอชอบกิน เขาก็จะหาทางซื้อมาฝากเธอให้ได้
แต่ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ต้องการ
ความรักและการเอาใจใส่ที่เคยเป็นของเธอ ตอนนี้ไม่มีเหลือแล้ว
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังทำใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ไม่ได้ ยิ่งเห็นอวิ๋นชูกับอวิ๋นเหยาได้รับการปกป้องจากเจียงเหยียน แถมยังได้แทะกระดูกชิ้นโตอย่างมีความสุข ความอิจฉาในใจก็ยิ่งพุ่งถึงขีดสุด
ฟางถิงเห็นครอบครัวของเวินโหรวกินเนื้อกันก็อิจฉาเหมือนกัน แต่ใครใช้ให้เธอหาเงินเก่งไม่เท่าเวินโหรว แถมสามีของเธอก็ไม่ได้เรื่อง จึงไม่มีทางทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นได้
เดิมทีเธอคิดว่าพอได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเขตบ้านพักทหาร ก็จะอาศัยความสัมพันธ์ของฟางอวี้หรูทำให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่คิดไม่ถึงว่าชีวิตดี ๆ จะอยู่ได้ไม่ถึงวัน ก็ถูกฉุดกลับไปสู่สภาพเดิม
ตอนนี้เธอพึ่งพาคนอื่นไม่ได้ ทำได้แค่พึ่งตัวเอง
เพื่อให้ตัวเองมีลูกได้ เธอต้องประหยัดอดออมทุกวัน กระทั่งการได้กินเนื้อสักมื้อก็กลายเป็นเรื่องที่ได้แต่ฝัน
เธอเคยได้ยินคนในชนบทพูดว่า ถ้าพยายามเท่าไรก็ยังตั้งท้องไม่ได้ ก็ลองรับเด็กมาเลี้ยงสักคน บางทีอาจจะตั้งท้องขึ้นมาก็ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เธอตกลงช่วยฟางอวี้หรูเลี้ยงลูกสาว ตอนนี้เธอได้แต่หวังว่าลูกของตัวเองจะมาเกิดเร็ว ๆ
“อย่าคิดเลย ตอนนี้บ้านเรามีข้าวกินอิ่มก็ดีถมไปแล้ว ยังจะอยากกินกระดูกชิ้นโตอีก ดูฉันสิ ฉันเหมือนกระดูกชิ้นโตหรือไง”
