“ก่อนเข้าโรงพยาบาล ฉันก็เตรียมใจไว้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ”
บนใบหน้าของฮั่วเหยียนชวนมีรอยยิ้ม หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงอยากอยู่ในกองทัพไปตลอดชีวิต ต่อให้ต้องตาย ก็จะตายในสนามรบ
แต่ตอนนี้เขามีภรรยาและลูก ๆ พวกเขาคือความหวังของเขา แน่นอนว่าเขาย่อมไม่อยากตาย
เขาชอบนำทหารก็จริง แต่ชอบวันที่ได้อยู่กับภรรยาและลูก ๆ มากกว่า
“ผมย้ายไปอยู่กองยุทธการที่จิงชื่อแล้ว พอออกจากโรงพยาบาลก็ไปรายงานตัวได้ หลังจากนี้ครอบครัวเราจะได้ไม่ต้องแยกจากกันอีก” ฮั่วเหยียนชวนบอกข่าวดีนี้กับเวินโหรว
เวินโหรวได้ยินแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เธออยากให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันเร็ว ๆ ไม่ต้องแยกจากกันอีก แต่ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้
ครั้งนี้ฮั่วเหยียนชวนบาดเจ็บสาหัส เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ยิ่งไปกว่านั้น หมอบอกว่าต่อให้รักษาหายแล้วก็ยังมีอาการแทรกซ้อน พออากาศเปลี่ยนหรือฝนตก อาการไอของเขาก็จะกำเริบหนักขึ้น
เพื่อย้ายไปจิงชื่อ เขาต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงเกินไป
เวินโหรวอยากให้เขาปลอดภัยดีมากกว่า ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย
ฮั่วเหยียนชวนรู้ว่าเวินโหรวเป็นห่วงเขา จึงกอดเธอแน่นขึ้นอีก
“ขอแค่ครอบครัวเราได้อยู่ด้วยกัน จะอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” เวินโหรวเอ่ยขณะนอนซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา
“อืม” ฮั่วเหยียนชวนตอบรับ
จังหวะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากหน้าประตู
เวินโหรวได้ยินเสียงจึงเดินไปเปิดประตู แต่กลับไม่เห็นใคร
เธอรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้คิดมาก คิดว่าอาจมีใครเดินผิดห้อง
“ใครน่ะ” ฮั่วเหยียนชวนถามจากเตียงผู้ป่วย
เวินโหรวส่ายหน้า “ไม่มีใคร น่าจะเดินผิดห้องน่ะ”
พอได้ยินเวินโหรวพูดเช่นนั้น ฮั่วเหยียนชวนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ในแววตากลับมีความสงสัยวูบผ่าน
เมื่อวานหน้าประตูก็มีเสียงแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่ตอนนั้นเวินจีเหนียนอยู่ด้วย เขาก็บอกว่าไม่มีใคร
ถ้าเกิดขึ้นครั้งเดียวก็ยังพอจะบอกได้ว่าเดินผิดห้อง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว
“เป็นอะไรไป” เวินโหรวเดินกลับเข้ามา เห็นสีหน้าของฮั่วเหยียนชวนแล้วจึงถามอย่างสงสัย
เขาส่ายหน้า “ไม่มีอะไร เด็ก ๆ สบายดีไหม”
