“ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง” ฮั่วเหยียนชวนพูดพลางยิ้ม
ตอนนี้ร่างกายของเขาฟื้นตัวได้ดีมากแล้ว หมอบอกว่าลุกจากเตียงเดินได้ อีกไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
แต่เวินโหรวยังไม่วางใจ ยืนกรานให้เขากลับไปนอนพักบนเตียงต่อ
“เรื่องเมื่อกี้...” ฮั่วเหยียนชวนนั่งลงบนเตียง มองเวินโหรว
“ฉันก็ไม่รู้ว่าโจวต้าหย่งมาตั้งแต่เมื่อไร ช่วงหลายวันที่ฉันมาโรงพยาบาลก็ไม่เคยเห็นเขาเลย” เวินโหรวเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ถ้าไม่บังเอิญมาเจอครั้งนี้ เธอคงไม่รู้ว่าโจวต้าหย่งยังตามหลอกหลอนมาจนถึงตอนนี้
“ต่างหูคู่นั้น เขาซื้อด้วยเงินที่ได้จากการขนอิฐ เกาเหว่ยตงบอกว่าช่วงนี้เขาทำงานอยู่ที่โรงอิฐแถวนี้” ฮั่วเหยียนชวนเล่าเรื่องนี้ให้เวินโหรวฟังด้วย
“ขนอิฐเหรอ?” เวินโหรวหัวเราะเยาะ
ช่างเป็นเรื่องน่าขันจริง ๆ แม้ความสามารถของโจวต้าหย่งในกองทัพจะสู้ฮั่วเหยียนชวนไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้อย่างน้อยเขาก็เลื่อนขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้บังคับการกองพันด้วยความสามารถของตัวเอง
อีกอย่าง ในชาติก่อน ถึงจะมีเสิ่นชิงซวงช่วย โจวต้าหย่งถึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเรื่อย ๆ
แต่ถ้าตัวเขาไม่มีความสามารถจริงอยู่บ้าง ต่อให้มีคนช่วยผลักดัน เขาก็คงไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเร็วขนาดนั้น
เดิมทีเขาน่าจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ แต่เพราะทำตัวเองแท้ ๆ ถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ตอนนี้ในใจเวินโหรวไม่มีทั้งความสงสาร ความแค้น หรือความรู้สึกอื่นใดอีกแล้ว สำหรับเธอ โจวต้าหย่งในตอนนี้ก็เหมือนคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
“ต่างหูคู่นั้นเป็นมายังไง?” ฮั่วเหยียนชวนนึกถึงต่างหูที่โจวต้าหย่งหยิบออกมาเมื่อครู่ จึงถามด้วยความสงสัย
เขาไม่เคยเป็นฝ่ายถามเรื่องในอดีตของเวินโหรว ไม่ใช่เพราะไม่ใส่ใจภรรยาของตัวเอง แต่ลึก ๆ แล้วเขาไม่อยากรู้เรื่องที่เธอกับโจวต้าหย่งเคยมีร่วมกัน
เขากลัวว่าถ้ารู้เรื่องแล้วจะอดใจไม่ไหว ไปหาโจวต้าหย่งแล้วซ้อมเขาอีกสักรอบ
“ต่างหูเหรอ? ถ้าวันนี้เขาไม่พูดถึง ฉันก็คงลืมไปแล้ว ไม่มีอะไรหรอก แค่เมื่อก่อนเห็นคนอื่นใส่ต่างหู ฉันก็อยากมีบ้าง”
แม้เวินโหรวจะพูดถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ฮั่วเหยียนชวนก็ยังอดรู้สึกสงสารเธอไม่ได้
