ได้ยินเสียง เจียงเหยียนเหลือบมองไปทางฟางซินโหยวอย่างเฉยเมย ก่อนจะละสายตากลับมา
ถ้าเธอไม่ได้เรียกชื่อเขา เขาคงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีคนอย่างฟางซินโหยวอยู่
แต่เดิมสำหรับเขา ฟางซินโหยวก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่มีความสำคัญอะไร เขาไม่ใส่ใจเธอเลยแม้แต่น้อย
ทว่าสายตาเย็นชาของเขากลับทำให้ฟางซินโหยวรู้สึกหดหู่ใจ เธอยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงด่าของฟางถิงก็ดังขึ้นจากข้าง ๆ
“ฟางซินโหยว ยังไม่รีบไสหัวกลับมาอีกเหรอ น้องชายแกโดนคนอื่นรังแกจนเป็นแบบนี้แล้ว แกยังมีหน้ายืนอยู่ตรงนั้นอีกหรือไง”
สีหน้าฟางซินโหยวเปลี่ยนไป เธอหมุนตัวเดินกลับบ้านทันที
ทันทีที่ก้าวเข้าประตู ฟางถิงก็คว้าหูเธอไว้ จากนั้นก็กระชากตัวเธอเข้าไปข้างใน
“นังเด็กไร้ยางอาย ยังยืนบื้ออยู่ทำไม น้องชายแกหิวแล้ว รีบไสหัวไปทำกับข้าว” ฟางถิงระบายความโกรธที่มีต่อเวินโหรวเมื่อครู่ลงกับฟางซินโหยวทั้งหมด
ฟางซินโหยวชินกับเรื่องแบบนี้มานานแล้ว เธอจัดผมที่ยุ่งเหยิงเพราะถูกกระชากให้เข้าที่ ก่อนจะหันหลังเดินเข้าครัว
เมื่อก่อนเวลาฟางถิงตีเธอ เธอยังร้องโหยหวน ตอนนั้นเธอหวังว่าจะมีใครสักคนออกมาช่วย แต่ไม่ว่าเธอจะร้องดังแค่ไหน ก็ไม่มีใครมาช่วยเธอเลย
ต่อมาเธอจึงรู้ว่าต่อให้ร้องตะโกนก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายทำได้เพียงกัดฟันทนความเจ็บปวดเอาไว้
เธอคอยนับวันอยู่ตลอด เหลืออีกแค่ปีเดียวเท่านั้น พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธอก็จะหลุดพ้นจากฟางถิง
ความเจ็บปวดที่ฟางถิงทำให้เธอต้องเผชิญมาตลอดหลายปี เธอจำได้อย่างชัดเจนทุกเรื่อง
เวินโหรวพาลูกชายกับลูกสาวกลับบ้าน เรื่องของครอบครัวฟางถิงไม่เกี่ยวข้องกับเธอ เธอย่อมไม่เข้าไปยุ่งอยู่แล้ว
ในเมื่อจะอยู่แถวนี้ต่อไป ต่อให้เป็นครอบครัวฟางถิงก็ต้องมีเรื่องขัดแย้งกันเข้าสักวัน เธอเตรียมใจไว้ตั้งนานแล้ว
แต่ตอนนี้ฟางถิงยังเอาตัวเองแทบไม่รอด จะกล้ามาหาเรื่องคนอื่นที่ไหนกัน
“แม่คะ เมื่อกี้หนูทำถูกไหม” พอกลับถึงบ้าน อวิ๋นเหยาก็ถามเวินโหรว
เวินโหรวพยักหน้า “ต่อไปถ้าใครกล้ารังแกน้องชายอีก ลูกก็เอาคืนไปเลย ถ้าพวกเขายังกล้ามาหาเรื่องถึงบ้าน แม่อยู่ตรงนี้ทั้งคน”
ปกติเวินโหรวสอนลูกว่าอย่าไปหาเรื่องคนอื่นก่อน และต้องสุภาพกับคนอื่นเสมอ
