ตอนหลิ่วหลิ่วเดินออกจากตึกแห่งนี้อย่างเหม่อลอย เธอยังคงจมอยู่กับความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวง
เดิมทีเธอคิดว่าบนตึกกั๋วจินแห่งจินหลิงมีเงามืดปกคลุมอยู่ ราวกับบดบังท้องฟ้า แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเงามืดนั้นจะตามมาถึงเมืองหลวงด้วยแล้ว
หลิ่วหลิ่วเงยหน้ามองท้องฟ้า แม้อากาศจะเย็นแต่ก็ไม่ได้แย่ เธอกลับอดสั่นสะท้านไม่ได้ ราวกับมีฝ่ามือยักษ์พาดขวางอยู่บนฟากฟ้า แผ่ทอดไปไกลสุดสายตา
เมื่อก่อนเธอคิดว่าหลิวชุนเซิงกับเหล่าคุณชายรุ่นสองในชมรมเก่งมากแล้ว เรื่องที่พวกเขาคุยกันก็ดูทั้งเก่งทั้งไฮโซ แต่วันนี้พอมองย้อนกลับไป เขามันไม่เห็นจะมีอะไรเลย!
ไม่ว่าหลิวชุนเซิงจะเก่งแค่ไหน ก็ยังต้องวิ่งเต้นไปทั่ว ฝากคนนั้นคนนี้ช่วยเปิดทางให้ทีละขั้นไม่ใช่หรือไง?
แล้วตอนนี้เธอล่ะ? ยังมีใครอีก? จะมีใครเหมือนเธอได้อีกไหม?
ไม่ต้องให้เธอวิ่งเต้นเองด้วยซ้ำ อีกฝ่ายจัดการเปิดทางไว้หมดแล้ว แค่รอให้เธอไปหาเท่านั้น
แต่ไม่นาน ดวงตาของเธอก็ค่อย ๆ เป็นประกายขึ้น
ไม่สิ แล้วฉันจะกลัวอะไร? ตอนนี้ฉันก็เป็นขนแขนบนมือยักษ์นี่แล้วนี่นา พวกเดียวกับมันด้วย มีคนคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ทั้งคน!
หลิ่วหลิ่วได้สติกลับมา ก็รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยความตื่นเต้น ยืนอยู่หน้าประตูแล้วโทรหาผู้ช่วยหร่วนทันที
เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว เพลงรอสายก็ดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ข้างหู
“ดอกสาลี่ในลานร่วงโรย ผ่านไปอีกปีแล้ว
ยามค่ำคืนสงัด แสงจันทร์โปรยลงบนบันไดว่างเปล่า
ในฝัน เสียงขลุ่ยบรรเลงเพลงเก่า
ตื่นจากฝัน น้ำตาชโลมใบหน้าที่แต่งแต้มชาด........”
