เสียงของเฉินจั๋วชะงักไปเล็กน้อย “รวมถึงหนิงเต๋อสือจี้ที่เพิ่งแจ้งไปเมื่อกี้ด้วย! ยิ่งเร็วยิ่งดี!”
หลังวางสาย เฉินจั๋วก็เอนหลังพิงโซฟา
เขามองหลี่เช่อแล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา สีหน้าเปี่ยมด้วยความปลาบปลื้ม
“เสี่ยวเช่อเอ๊ย เสี่ยวเช่อ ทำเอาฉันต้องมองนายใหม่เลยนะ
ฉันจำได้ว่าตอนนายเพิ่งมาที่กรมประจำมณฑล แววตายังดูไร้เดียงสาเหมือนไม่เคยผ่านโลกมาก่อน ตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อนลิบลับเลย”
สิ่งที่ทำให้เฉินจั๋วดีใจยิ่งกว่าคือ ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน หลี่เช่อก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้จะมีเงินมหาศาลและตำแหน่งสูงส่งอยู่ในมือ เขาก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับความสุขสบายเพราะสิ่งเหล่านั้น
กลับกัน เขาเหมือนก้อนหินสีหม่นที่ผ่านการขัดเกลา จนเผยเนื้อแท้สีทองอร่ามออกมา
“ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับ”
หลี่เช่อยิ้มอย่างเขิน ๆ
“ระหว่างทางที่มา ผมก็คิดว่าในเมื่อผมอ่านเอกสารโครงการไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว
เรื่องพวกนี้ก็ผ่านการตรวจสอบจากรัฐมาแล้ว ถ้าเข้าร่วมได้ก็แปลว่าผ่านเกณฑ์แน่นอน
งั้นผมก็ไม่ต้องปวดหัวเรื่องความเป็นมืออาชีพของพวกเขา
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมผมไม่เลือกบริษัทที่ปฏิบัติต่อพนักงานหน้างานกับพนักงานระดับปฏิบัติการดีกว่า ให้พวกเขาทำเงินล่ะครับ
จะไปเลือกบริษัทที่กอบกำไรไว้กับตัวเอง แถมยังปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเข้มงวดทำไม?
ให้บริษัทพวกนั้นทำเงิน แล้วทำให้เจ้าของกับผู้ถือหุ้นเบื้องหลังอ้วนพีขึ้นอีกหน่อยงั้นเหรอครับ?”
พูดไปพูดมา หลี่เช่อก็เริ่มคึกคักขึ้นมา แล้วถามว่า
