คนอื่น ๆ บนโต๊ะอาหารไม่รู้เลยว่าในใจเผยเจี้ยนหัวกำลังปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ
พวกเขาคิดแค่ว่านี่เป็นการพบปะกันของคนสองครอบครัวที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการกว่าปกตินิดหน่อย เพื่อทำความรู้จักและกระชับความสัมพันธ์ บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยความสุข
บางครั้งคำพูดที่ฟังดูไม่มีสาระอะไร แท้จริงแล้วกลับเป็นตัวช่วยให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ติดขัด คำพูดไร้สาระเหล่านี้พอเอามาต่อกันเข้า ก็ทำให้บรรยากาศคึกคักและเป็นกันเองยิ่งขึ้น
งานเลี้ยงแบบนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรเป็นพิเศษ ทุกคนแค่อยากผ่อนคลาย ในเมื่ออยากพักผ่อน ก็ไม่มีใครอยากพูดเรื่องงาน ครอบครัว หรือสังคม อยากพูดอะไรก็พูดกันได้เต็มที่
บางครั้งคุยกันไปคุยกันมา เรื่องก็ลึกซึ้งขึ้น พอฤทธิ์เหล้าเริ่มออก ก็เริ่มคุยเรื่องอนาคตกันอย่างออกรส
อย่างเช่น “พี่ใหญ่ งานของพี่เหนื่อยเกินไปแล้วนะ เกษียณเมื่อไหร่ฉันจะพาพี่ไปเข้าชมรมร้องเพลงกับชมรมดนตรีของเรา สบายสุด ๆ เลย”
อีกคนก็พูดว่า “นี่ เพื่อนสาว ฉันเพิ่งไปซื้อเกาะเล็ก ๆ มาข้างนอก เดี๋ยวจัดการปรับปรุงให้ดี แล้วเปิดโรงแรมตากอากาศ พอถึงตอนนั้นก็ไปเที่ยวด้วยกันให้สนุกเลย”
พริบตาเดียวหัวข้อสนทนาก็กระโดดไปเป็น “ลูก ๆ โตกันหมดแล้ว เรื่องต่อจากนี้ก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการเอง พวกเราเป็นผู้ใหญ่ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขกันก็พอ”
สุดท้ายหัวข้อสนทนาก็วกกลับมารุมแซวเผยจิ่งเฉาที่กำลังกินดื่มอย่างมีความสุข
“ดูตัวเองสิ โตป่านนี้แล้วยังทำตัวแบบนี้อีกเหรอ น้องสาวนายยังไปไกลกว่านายแล้วนะ
