“คนขับขับรถเป็นไหมเนี่ย?”
ทันทีที่แรงเฉื่อมมหาศาลหยุดลง เสียงดุด่ารุนแรงของเติงซืออิงก็ดังออกมา
แต่พอพูดจบ เธอก็เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้ไม่ใช่ยุคสงบสุขอีกแล้ว พอเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบคู่หนึ่งในรถ เธอก็รีบยกมือปิดปากด้วยความตกใจ
คนขับเบือนสายตาหนี จากนั้นก็เปิดประตูลงจากรถอย่างร้อนรน
เขาตรวจดูรถอยู่นานเกือบ 5 นาที ก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้ง
“ผู้โดยสารทุกท่าน ขอโทษด้วย รถเสียครับ”
ใบหน้าของคนขับใต้แสงไฟสีส้มเหลืองสว่างวูบวาบ เขาเอ่ยช้า ๆ ว่า “ถ้าอยากไปถึงหลงกู่โกวให้ทันเวลา ทุกคนคงต้องเดินตามผมไปครับ”
พอพูดจบ พนักงานเก็บค่าโดยสารหญิงก็สะพายกระเป๋า เตรียมลงจากรถตามเขาไป
แต่ที่นี่เป็นป่ารกร้างห่างไกลผู้คน
คนอื่น ๆ บนรถจะกล้าลงไปได้อย่างไร
ทุกคนรวมถึงยู่ยวนต่างนั่งอยู่ที่เดิม แม้คนขับจะเร่งหลายครั้งก็ไม่มีใครขยับเขยื้อน
“เฮ้อ”
คนขับเห็นดังนั้นก็เหมือนจะยอมแพ้ “ในเมื่อพวกคุณไม่ไปก็ช่างเถอะ พวกเราไปก่อนนะ ลาก่อน”
พูดจบ เขาก็พาพนักงานเก็บค่าโดยสารลงจากรถ ถือไฟฉายเดินหายเข้าไปในพุ่มไม้ด้านนอก
เมื่อทั้งสองหายลับไปจนหมด ภายในรถที่เงียบสงัดก็พลันกลับมาจอแจ
“ไปกันจริง ๆ แล้ว!”
“พวกเราจะอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยไหม?”
“กลัวอะไร รถก็ยังอยู่ อย่างน้อยก็ใช้หลบได้”
ชายวัยกลางคนที่ชื่อวังชิ่งลุกขึ้น เดินอาด ๆ ไปยังที่นั่งคนขับอย่างวางท่า แล้วอวดว่า “ผมขับรถเมล์มา 6 ปีพอดี ลองดูหน่อยแล้วกันว่ารถคันนี้ขับกลับได้ไหม”
