(แจ้งเนื้อหา: ไม่มีพระเอกตายตัว ตัวละครหญิงทุกคนไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชายมาก่อน นางเอกไม่ใช่คนดีจนเกินไปหรือสาวน้อยไร้เดียงสา เป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองอย่างถึงที่สุด จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองอยู่สบาย ทั้งยังชอบก่อเรื่อง ศีลธรรมไม่สูงนัก)
เหอเหวินสือมีชู้
ยามเขาเดินออกจากโรงแรมเพียงลำพัง ฟ้าก็เริ่มสางแล้ว
เหอเหวินสือนั่งอยู่ในรถ จุดบุหรี่สูดควันเข้าเต็มปอด ในใจรู้สึกผิดต่อภรรยาที่อยู่กินกันมานาน
ทว่าท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยอ้อยอิ่ง ใบหน้าเนียนตึงของฉินเยี่ยนเอ๋อร์กับแผ่นหลังขาวผ่องเพรียวบางกลับปรากฏขึ้นในห้วงคิดอีกครั้ง
เหอเหวินสือรีบลดกระจกลง
ลมเย็นพัดลอดเข้ามาตามช่องกระจก ช่วยให้เขาปลอดโปร่งขึ้นบ้าง
เหอเหวินสือคิดว่าเรื่องแบบนี้จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้
เขา เหอเหวินสือ รักภรรยามาก
แต่เขาก็เป็นผู้ชายปกติคนหนึ่ง
ใครจะปฏิเสธสิ่งเย้ายวนที่ทั้งสาวกว่าและสดใหม่กว่าได้ลง
ใครจะเผชิญหน้ากับใบหน้าเดิม ๆ ไปตลอดชีวิตโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายได้เล่า
อย่างมากต่อไปก็แค่ดีกับภรรยาให้มากขึ้น
อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้คิดจะหย่าร้างแล้วแต่งงานใหม่ คิดอย่างไรเขาก็ไม่ได้ทำผิดต่อภรรยาที่บ้าน
เมื่อรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง เหอเหวินสือก็ขับรถไปร้านอาหารเช้าที่ภรรยาชอบที่สุด ซื้อขนมเซิงเจียนที่เธอโปรดปรานกลับไปให้
บ้านที่เหอเหวินสือกับภรรยา เมิ่งอวิ๋น อาศัยอยู่นั้นกว้างขวาง ทำเลดี ทั้งราคายังแพงไม่น้อย
ตอนนั้นครอบครัวของเมิ่งอวิ๋นเป็นคนออกเงินดาวน์ให้พวกเขา
เหอเหวินสือยอมรับว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวภรรยาไม่น้อย
ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เป็นรองผู้จัดการใหญ่ของบริษัทตั้งแต่อายุยังน้อย และคงไม่มีบ้านดี ๆ ในเมืองหางโจวที่ที่ดินมีราคาสูงลิบเช่นนี้
ประตูลิฟต์อยู่ตรงหน้า โลหะมันวาวสะท้อนใบหน้าที่ยังคงดูหนุ่มแน่นของเขา
ใช่แล้ว
ปีนี้เขาอายุแค่ยี่สิบแปดเท่านั้น
เพียงเพราะงานหนึ่งตำแหน่งกับเงินดาวน์ก้อนหนึ่ง เขาก็ไม่จำเป็นต้องยกทั้งชีวิตให้เมิ่งอวิ๋นเสียหน่อย
ไม่ต่างอะไรกับปูขนตัวใหญ่ที่ถูกมัดไว้บนโต๊ะอาหาร ไม่มีอิสระแม้แต่น้อย
ลิฟต์มาถึงชั้นสิบสาม
เมื่อลิฟต์เปิดออก โถงลิฟต์ส่วนตัวของครอบครัวพวกเขาก็เผยให้เห็น บรรยากาศอบอุ่นและเป็นระเบียบเรียบร้อยจากฝีมือภรรยา
บนชั้นวางรองเท้าหน้าประตูมีรองเท้าแตะวางอยู่หลายคู่
มีทั้งของเขาและของฉินเยี่ยนเอ๋อร์ที่ยังอยู่ในโรงแรม
ใช่แล้ว
ฉินเยี่ยนเอ๋อร์เป็นแขกประจำของบ้านหลังนี้
เขาเกิดในครอบครัวยากจนในชนบท เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยคนแรกของหมู่บ้านที่สอบเข้าได้
ส่วนฉินเยี่ยนเอ๋อร์เป็นคนที่สอง
เธออายุน้อยกว่าเขาหลายปี ตั้งแต่เล็กก็ชอบวิ่งตามเขาต้อย ๆ เชื่อฟังเขาทุกอย่าง
เขารู้ว่าฉินเยี่ยนเอ๋อร์ชอบเขามาตั้งแต่เด็ก
เพียงแต่ทันทีที่เรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็แต่งงานกับเมิ่งอวิ๋นที่มีบ้านอยู่ในเมืองหางโจวและครอบครัวมีฐานะดี
ตอนนั้นฉินเยี่ยนเอ๋อร์เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่าน ทั้งยังถูกครอบครัวบีบให้แต่งงาน
อาจเป็นเพราะรู้สึกติดค้าง หรืออาจเพราะเหตุผลอื่น
เขาจึงเอ่ยกับเมิ่งอวิ๋นว่าอยากสนับสนุนฉินเยี่ยนเอ๋อร์ น้องสาวบ้านใกล้เรือนเคียง
เมิ่งอวิ๋นตอบตกลง
ฉินเยี่ยนเอ๋อร์จึงมีโอกาสเรียนซ้ำอีกปี สุดท้ายก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหางโจวได้
หลายปีผ่านไป ฉินเยี่ยนเอ๋อร์ในตอนนี้เป็นแขกประจำของบ้าน เป็นเพื่อนสนิทของเมิ่งอวิ๋นภรรยาเขา และเป็นผู้ช่วยของเขาในบริษัท
เมื่อคืน เธอยังกลายเป็นชู้รักของเขาอีกด้วย
เหอเหวินสือตบหน้าตัวเองเบา ๆ สองสามที สลัดความรู้สึกผิดทิ้งแล้วก้มลงเปลี่ยนรองเท้า
เขาไม่ทันสังเกตว่าหลังช่องตาแมว มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอย่างเย็นชา
เจี่ยงฉานกลายเป็นเมิ่งอวิ๋นเมื่อสองชั่วโมงก่อน
เมิ่งอวิ๋นเจ้าของร่างเดิม หลังผ่านความเจ็บปวดจากการถูกทรยศมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็สมัครใจสละชีวิตและมอบร่างกายให้เธอ
เวลานั้นเหอเหวินสือกำลังกอดชู้รักอยู่ พลางดื่มด่ำกับช่วงเวลาอ่อนหวานครั้งสุดท้าย
เขายังไร้เดียงสาคิดว่าตนจะได้มีหญิงงามอยู่เคียงข้างพร้อมกันทั้งสองคน และยังรักษาชีวิตที่มั่นคงเช่นนี้ไว้ได้ตลอดไป
แต่เขาไม่รู้เลยว่าชีวิตแต่งงานที่มีการทรยศก็เหมือนแผ่นน้ำแข็งในต้นฤดูหนาว
เพียงก้อนกรวดเล็ก ๆ ก้อนเดียว ก็ทำให้มันพังทลายลงได้ในพริบตา
เขาควบคุมความต้องการของตัวเองไม่ได้ และยิ่งควบคุมสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไม่ได้
ในเส้นเวลาเดิม ฉินเยี่ยนเอ๋อร์จงใจเผยพิรุธออกมาเป็นครั้งคราว ทำให้เมิ่งอวิ๋นจมดิ่งสู่ห้วงสงสัย
เธอตั้งข้อสงสัย เธอพยายามหาคำตอบ แต่กลับไม่ได้อะไร สุดท้ายยังถูกตำหนิกลับมา
ทุกครั้งที่เธอปลอบประโลมจิตใจตัวเองได้ และเตรียมจะใช้ชีวิตต่อไปให้ดี
ข้อสงสัยใหม่ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งราวกับฟองอากาศที่ลอยขึ้นจากใต้น้ำ
วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอจมอยู่ในความเจ็บปวดและกัดกร่อนตัวเองอย่างไม่รู้จบ
จนหมดเรี่ยวแรงและเสียสติ
จนกลายเป็นฝ่ายผิดในชีวิตแต่งงานครั้งนี้
เจี่ยงฉานในตอนนี้มาจากอีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลเหลือเกิน
ภารกิจของเธอ
คือทำให้เหอเหวินสือได้ลิ้มรสความเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมเช่นกัน
เธอเป็นฝ่ายเปิดประตู ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนเจ้าของร่างเดิม
“เหวินสือ กลับมาแล้วเหรอ ทำงานล่วงเวลาทั้งคืนเลยหรือ”
เหอเหวินสือกับเมิ่งอวิ๋นเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย
เธอสวย อ่อนโยน เป็นดั่งแสงจันทร์ขาวในใจของผู้คนมากมาย
หลังแต่งงาน เธอเป็นผู้ช่วยที่ดีของเขา จัดการเรื่องในบ้านได้อย่างเรียบร้อย
ทำให้เหอเหวินสือมีโจ๊กอุ่น ๆ บ้านสะอาด และเสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดเรียบพร้อมสวมใส่อยู่เสมอ
เธอไม่เคยเอาแต่ใจ และไม่เคยทำให้ใครต้องหนักใจ
ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือภรรยา เธอก็แทบจะสมบูรณ์แบบ
แต่เมื่อความสมบูรณ์แบบนี้มอบให้ผิดคน มันก็กลับกลายเป็นความจืดชืดและน่าเบื่อ
เจี่ยงฉานเห็นแววรู้สึกผิดวูบหนึ่งในดวงตาที่เหอเหวินสือหลุบลง
แต่คำโกหกจากปากเขายังคงลื่นไหลไม่ติดขัด
“เรื่องงานน่ะ ลำบากหน่อยก็เป็นธรรมดา ถ้าไม่ลำบาก จะทำให้คุณมีชีวิตที่ดีได้ยังไงล่ะ”
แววเยาะเย้ยวูบผ่านริมฝีปากของเจี่ยงฉาน แต่เสียงยังคงอ่อนโยนไพเราะ
“ก็ได้ อีกสองวันจะถึงวันเกิดพ่อฉันแล้ว ฉันกำลังคิดว่าจะชวนคุณไปห้างเลือกของขวัญให้ท่านสักหน่อย”
เธอเว้นจังหวะก่อนพูดต่อ “ในเมื่อช่วงนี้คุณยุ่งมาก เดี๋ยวฉันชวนฉินเยี่ยนเอ๋อร์ไปด้วยก็แล้วกัน ฉันโทรหาเธอเดี๋ยวนี้เลย”
เพิ่งลุกจากเตียงของฉินเยี่ยนเอ๋อร์มา พอเหอเหวินสือได้ยินชื่อเธอ หัวใจก็พลันตึงเครียดขึ้น
ปากปฏิเสธไปเร็วกว่าที่เขาจะทันตั้งตัว
“ไม่ต้องหรอก เธอ...เธอเป็นผู้ช่วยผม ช่วงนี้ก็ไม่มีเวลาเหมือนกัน คุณไปดูเองเถอะ”
“อ้อ”
เจี่ยงฉานเอ่ยเสียงเนิบช้า “พวกคุณสองคนยุ่งกันทั้งคู่เลยนะ”
ประโยคธรรมดา ๆ เมื่อหล่นลงในใจคนที่มีชนักติดหลัง ก็แหลมคมราวกับเข็มทิ่มแทง
เหอเหวินสือขึ้นเสียงอย่างร้อนรน “คุณคิดฟุ้งซ่านอะไรน่ะ เธอเป็นผู้ช่วยผม ยุ่งหน่อยก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ คุณก็รู้ว่าผมเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการใหญ่!”
เจี่ยงฉานทำท่าราวกับตกใจ ขยับถอยหลังไปสองก้าว น้ำเสียงเจือความน้อยใจ
“ฉะ...ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย”
เหอเหวินสือได้สติกลับมา ความรู้สึกผิดและละอายใจถาโถมเข้าใส่ราวคลื่นยักษ์
เขาเดินจ้ำไปยังโต๊ะอาหารอย่างแทบเสียอาการ วางขนมเซิงเจียนที่ถืออยู่ลงบนโต๊ะ ก่อนรีบหันหลังเข้าห้องน้ำ
ท่ามกลางเสียงน้ำ เจี่ยงฉานมีสีหน้าเย็นชา นั่งลงกินอาหารเช้าที่โต๊ะตามลำพัง
เธอไม่ได้รักผู้ชายคนนี้ ย่อมไม่เสียใจเพราะถูกเขาทรยศ
ในสายตาเธอ นี่เป็นเพียงละครตลกฉากหนึ่ง
หลังเหอเหวินสือออกจากห้องน้ำ เขาก็สงบลงมากแล้ว
เมื่อเห็นเจี่ยงฉานนั่งเรียบร้อยอยู่หน้าโต๊ะอาหาร หัวใจเขาก็อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปโอบไหล่เธอ
“ขอโทษนะ เมื่อกี้ผมพูดไม่ดีกับคุณเอง ช่วงนี้ผมแค่เหนื่อยเกินไป คุณก็รู้ว่าบริษัทแม่ส่งคุณชายผู้สืบทอดลงมา ตอนนี้เขายังเป็นหัวหน้าโดยตรงของผมด้วย ผมเองก็ไม่รู้ไปทำให้เขาไม่พอใจตอนไหน เขาถึงได้คอยหาเรื่องผม เมื่อคืนยังให้ผมทำงานล่วงเวลาทั้งคืนอีก”
น้ำเสียงเขาอ่อนโยน “เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมโอนเงินให้คุณห้าหมื่น เอาไปซื้อของขวัญให้พ่อนะ ถือว่าเป็นน้ำใจจากผม ตกลงไหม”
เจี่ยงฉานก้มหน้า ไม่ส่งเสียง คล้ายยังคงเสียใจอยู่
เธอเป็นแบบนี้เสมอ ต่อให้โกรธหรือเสียใจ ก็จัดการความรู้สึกด้วยตัวเอง ไม่เคยโวยวายเสียงดัง
เหอเหวินสือยิ่งรู้สึกผิดขึ้นมาอีก
“หนึ่งแสน คุณซื้อของที่ชอบให้ตัวเองด้วยนะ”
เจ้าของร่างเดิมไม่ได้รักเงิน
ไม่เช่นนั้นตอนนั้นเธอคงไม่แต่งงานกับผู้ชายยากจนอย่างเขา
เงินมากแค่ไหนก็ปลอบผู้หญิงที่รักเขาจากใจไม่ได้
แต่เจี่ยงฉานไม่ได้รักเขา
ในสายตาเธอ เงินน่ารักกว่าผู้ชายตั้งเยอะ
“ได้สิ ขอบคุณนะเหวินสือ”
เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างอ่อนโยน
แม้เหอเหวินสือจะเสียดายเงิน แต่เมื่อนึกว่าภรรยาไม่ใช่คนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ใจเขาก็เบาสบายขึ้นไม่น้อย