“พี่หวัง ไฉนกล่าวเช่นนี้”
เมื่อเผชิญหน้ากับการถามหาแบบไม่ทันตั้งตัวของท่านบรรพชนปราบมาร จื่อหลิงซวีพลันฉงนเล็กน้อย เขาถามด้วยความไม่เข้าใจ
“อย่ามาทำเป็นไก๋กับข้า จื่อหลิงซวี ข้าถามเจ้า เยี่ยนฉุนซวี่นั่นใช่คนตระกูลเยี่ยนแห่งสำนักใต้หรือไม่”
ท่านบรรพชนปราบมารเอ่ยเสียงเย็น
“เยี่ยนฉุนซวี่ ข้าจำได้ว่ามีคนคนนี้อยู่ ไฉนหรือ”
จื่อหลิงซวีพยักหน้า ที่ท่านบรรพชนปราบมารจู่ๆ ก็มาหา เรื่องอันใด เขาเองไม่รู้มาก่อนแต่แรก ทว่าในตอนนี้เขาพอคาดเดาได้บ้างแล้ว แต่ยังคงแสร้งถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ไฉนหรือ”
“ชั่วชีวิตนี้ข้ามีศิษย์เพียงคนเดียว เมื่อปีนั้นเก็บไอ้สารเลวนี่มา ตัวเองไม่อาจริงเอาจังก็แล้วไป ยังพาความวิบัติมาสู่ศิษย์ของข้า!”
“บัดนี้ใต้บัลลังก์ของข้าว่างเปล่าไร้ผู้ใด อุตส่าห์หมายตาเยี่ยนฉุนซวี่ได้คนหนึ่ง สำนักจื่อหลิงของเจ้าดีแท้ ถึงกับส่งแม้แต่เจ้าสำนักมาเพื่อแย่งคน”
“สำนักจื่อหลิงของเจ้าชอบแย่งศิษย์กับข้านักใช่หรือไม่”
ท่านบรรพชนปราบมารมีสีหน้าดำทะมึน เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จ้องไปที่ฉู่หลิงเฟิงด้วยความดุดันอีกครั้ง
ฉู่หลิงเฟิงที่ถูกเขาจ้องมอง ในเวลานี้ได้ดึงตัวเจิ้งชิงซื่อและป่าวิหคมาไว้เบื้องหน้าตนเองโดยไร้สุ้มเสียงเสียเนิ่นนานแล้ว
ถึงขั้นไม่เกรงใจเลยสักนิด คว้าตัวเยี่ยนฉางเซิงเอามา บังไว้เบื้องหน้าตนเองเสียแน่นหนา ท่าทางหวาดกลัวว่าหากไม่ระวังสักนิด ท่านบรรพชนปราบมารจะฟาดฝ่ามือเดียวตบเขาตาย
ภาพนี้ทำให้เจิ้งชิงซื่อและป่าวิหคอดหัวเราะแปลกๆ ไม่ได้
“ตามคาด คนชั่วร้ายยังต้องให้คนชั่วร้ายกว่ามาปราบ!”
“ในใต้หล้านี้ ผู้ที่ทำให้นักพรตจมูกวัวนี่หวาดกลัวได้ ก็มีแต่ท่านบรรพชนปราบมารนี่แหละ!”
เจิ้งชิงซื่อมีสีหน้าขบขันเป็นที่สุด กระซิบเอ่ย
“อ้อ นี่มันเรื่องอะไรหรือ”
ด้านข้าง เยี่ยนฉางเซิงอดถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ไม่ได้อย่างยิ่ง
“จะมีเรื่องอะไรอีก”
“เซียนฉางเซิงไม่เคยคิดบ้างหรือว่า เหตุใดสำนักจื่อหลิงมิใช่ประตูวิถีแห่งเต๋า แต่ไฉนนักพรตจมูกวัวนี่จึงชอบถือตัวว่าเป็นนักพรต”
