“ศิษย์พี่ดูเร็วเข้า นั่นมิใช่ศิษย์ตระกูลเยี่ยนดอกหรือ?”
ผ่านไปสามวัน ในวันนี้ ณ เนินดินแห่งหนึ่ง เหล่าศิษย์สำนักอสูรเดียรัจฉานราวยี่สิบคนกับอสูรรับใช้รวมตัวกัน เพิ่งสังหารอสูรไปตนหนึ่ง ก็เห็นสตรีในชุดแดงผู้หนึ่งบินผ่านไปไม่ไกล
เพียงพริบตานั้น ศิษย์สำนักอสูรเดียรัจฉานทุกคนฉายแววยินดี
“นางนั่นแหละ จับนางไว้...”
ศิษย์นำของสำนักอสูรเดียรัจฉานคือชายหนุ่มที่เคยไล่ล่าเยี่ยนหลิงเอ๋อ เขาตอบสนองก่อนเป็นคนแรกและไล่ตามไปทันที
ศิษย์คนอื่นเห็นดังนั้นก็เร่งตามไป
สตรีที่เหาะเร่งทางก็สังเกตเห็นพวกเขา และจงใจลดความเร็วลงพลางสังเกตภูมิประเทศโดยรอบ
“ที่นี่น่าจะยังมีโอสถจิตอสูรอยู่บ้าง!”
“มีเหยื่อล่อกลุ่มหนึ่งพอดี มาดูสิว่าจะล่อโอสถจิตอสูรออกมาได้เท่าไร!”
ดวงตางามของเยี่ยนหลิงเอ๋อไหววูบ พลางพึมพำกับตนเอง ขณะเดียวกันนั้นร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้านางเสียแล้ว ขวางทางนางอย่างพอดิบพอดี
ตามมาติดๆ มีร่างหลายสิบพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ล้อมเป็นวงแน่นหนาจากทั้งบนล่างซ้ายขวาหน้าหลัง ทำให้นางขึ้นฟ้าก็ไร้หนทาง ลงดินก็ไร้ประตู
“พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?”
เยี่ยนหลิงเอ๋อหยุดกึกและทำทีระแวดระวัง
“ฮ่าๆ... เจ้าวิ่งสิ เหตุใดไม่วิ่งเล่า?”
“ยันต์ท่องเทพหมื่นลี้ของเจ้าหมดแล้วสินะ?”
ชายหนุ่มที่ขวางเยี่ยนหลิงเอ๋อไว้หัวเราะลั่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
“เมื่อยันต์ท่องเทพของเจ้าหมดแล้ว ก็จงอยู่ช่วยเราทำสิ่งต่างๆ สักหน่อยก็แล้วกัน!”
ด้านหลังเยี่ยนหลิงเอ๋อ ศิษย์หญิงผู้หนึ่งของสำนักอสูรเดียรัจฉานกล่าวยิ้มเย็น
“จริงด้วย คนอย่างพวกเราโชคร้ายแท้ แดนลับเทียนเหรินเช่นนี้มักแบ่งเป็นสองขั้ว ครึ่งหนึ่งคือวาสนา อีกครึ่งคือแดนมรณะ พวกเราดันมาอยู่ในแดนมรณะแห่งนี้ หาเงาของวาสนาไม่เจอเลยสักนิด เมื่อเจ้ามาแล้วก็จงเป็นวาสนาของพวกเราเสียเถิด!”
“ถูกต้อง ตามหลักแล้ว แดนมรณะเช่นนี้ควรมีอสูรมากมาย หากสังหารและหลอมกลืนได้ก็นับเป็นวาสนาเหมือนกัน น่าเสียดายที่แม้แต่ศิษย์พี่ขุยหมู่ล่างผู้บรรลุการสร้างฐานระดับวิถีปฐพีก็ยังเสาะหาอสูรได้ยาก แม้ครึ่งเดือนก็หามันไม่พบสักตน วันนี้จะใช้เลือดเจ้าล่ออสูรในที่นี้ให้ออกมาก็แล้วกัน!”
