“เอ่อ...”
ซูชิงเหยียนพูดติดอ่างไปนิดหนึ่ง ก่อนรีบล้วงขวดกระเบื้องใบเล็กสีขาวออกมาจากกระเป๋า “นี่เป็นตำรับลับที่ฉันไปขอมาจากหมอจีนโบราณคนหนึ่งโดยเฉพาะ ชื่อว่าโลชั่นสมานแผลและฟื้นฟูผิว แค่ทาบนแผลเป็นตอนเช้ากับก่อนนอน ผิวก็จะกลับมาเหมือนเดิมได้เลย!”
ลู่ถิงเฉินมองขวดใบเล็กที่หญิงสาวยื่นมาให้อย่างกระตือรือร้น คิ้วขมวดเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“แผลเป็นตรงคอของนายเป็นฝีมือฉัน หลายปีมานี้ฉันไม่เคยขอโทษนายเลย เป็นความผิดของฉันเอง หยกม่วงแต้มเขียวชิ้นนี้ถือเป็นของชดเชยที่ฉันให้ก็แล้วกัน นายไม่ต้องถอด...”
เธอพูดไปได้ครึ่งเดียว พอเห็นแขกที่อยู่รอบ ๆ มองมาอย่างสงสัย ก็รีบหุบปาก
แต่ลู่ถิงเฉินกลับนิ่งงัน สายตาจับอยู่ที่ขวดสีขาว ไม่ยอมละไปไหนอยู่นาน
เธอจำได้เหรอ?
เธอจำได้มาตลอดเลยเหรอ?
ซูชิงเหยียนเหลือบมองเวลา ก่อนหมุนเปิดฝาขวดทันที “ฉันทาให้นายหน่อยตอนนี้เลยดีกว่า จะได้ดูว่ามันวิเศษอย่างที่หมอจีนบอกหรือเปล่า”
หญิงสาวเขย่งปลายเท้า ใบหน้าสวยเย้ายวนพลันขยายใหญ่ขึ้นในสายตาของชายหนุ่ม ทำเอาเขาเสียสมาธิไปชั่วขณะจนต้องถอยหลัง
“ไม่ต้องหรอก ฉันทาเอง...”
เขายื่นมือไปรับขวดตามสัญชาตญาณ แต่กลับคว้ามือของหญิงสาวไว้แทน
ซูชิงเหยียนมองมือทั้งสองที่ซ้อนทับกัน “?”
ลู่ถิงเฉินรีบปล่อยมือราวกับโดนไฟช็อต ทว่าซูชิงเหยียนฉวยจังหวะกดเขาลงบนเก้าอี้ “โธ่เอ๊ย อย่าปฏิเสธน้ำใจฉันเลย ไม่อย่างนั้นฉันคงรู้สึกผิดแย่!”
“เหยียนเหยียน!”
ซูจวิ้นหลินกับซูจิ่งสิงเห็นซูชิงเหยียนทำตัวสนิทสนมกับลู่ถิงเฉินขนาดนั้น ก็หันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง ส่วนอวี๋ปินที่อยู่ข้าง ๆ ร้อนใจจนแทบอยู่ไม่สุข
