คิ้วเข้มดำดุจหมึกขลับรับกับดวงตาเรียวยาวลึกล้ำ จมูกกับริมฝีปากได้สัดส่วนสมบูรณ์แบบราวกับช่างปั้นชื่อดังบรรจงแกะสลักทีละเส้น ส่วนแนวกรามนั้นคมชัดยิ่งกว่าแผนชีวิตของเธอเสียอีก
ตอนอยู่ที่สุสาน เธอก็ตะลึงในความหล่อของเขาไปครั้งหนึ่งแล้ว พอได้มองใกล้ ๆ ตอนนี้ยิ่งชวนตะลึงเข้าไปใหญ่ ต่อให้เป็นวงการบันเทิงก็คงหาคนที่โดดเด่นกว่าเขาไม่ได้แล้วล่ะมั้ง
น่าเสียดายที่เขามักทำหน้าเย็นชา แถมบรรยากาศรอบตัวยังเย็นเยียบเฉียบขาดราวกับยมทูตมีชีวิต ยิ่งมีข่าวลือเหลวไหลพวกนั้นอีก ก็ไม่แปลกที่ใคร ๆ จะกลัวเขา
“คุณซู จะไปไหนครับ?”
คุณซู? เรียกห่างเหินขนาดนี้เลยเหรอ ตอนอยู่ที่สุสานยังเรียกเธอว่าเหยียนเอ๋อร์ทุกคำอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?
“กลับห้องนอนค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ซูชิงเหยียนกลัวว่าจะตกลงไปอีก จึงอดเอนซบเข้าไปในอ้อมแขนเขาไม่ได้ เมื่อสัมผัสได้ว่าร่างชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ราวกับถูกไฟช็อต เธอก็เงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย พลันเห็นแผลเป็นจาง ๆ รูปพระจันทร์เสี้ยวตรงด้านซ้ายของลำคอเขาโดยไม่ตั้งใจ
แผลเป็นนี่ทำไมดูคุ้นตาจัง เหมือนว่า...เธอเป็นคนทำไว้เอง?!
เธอจำได้ว่าเมื่อ 3 ปีก่อน ตระกูลซ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองหลวงจากการร่วมมือกับตระกูลซู ซ่งเวินเจ๋อถูกพวกลูกคนรวยที่คิดว่าตัวเองอยู่ในชนชั้นสูงรุมล้อม คนพวกนั้นขว้างก้อนหินใส่เขาพลางหัวเราะเยาะว่าพ่อของเขาเป็นผู้ชายที่เกาะอำนาจผู้หญิงกิน แถมเขาก็ถอดแบบพ่อมาเป๊ะ เป็นหมารับใช้คอยเลียแข้งเลียขาคุณหนูตระกูลซู
เธอบังเอิญเดินผ่านมาพอดีและได้ยินเข้า จึงโมโหจนคว้าก้อนหินขึ้นมาขว้างใส่พวกนั้น ขว้างไปหลายทีจนพวกนั้นเดือดจัด หัวโจกผมทองคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจะทำร้ายเธอ ส่วนเธอก็ชูก้อนหินขอบคมในมือขึ้นสูง
ขณะที่หมัดของเจ้าผมทองกำลังจะกระแทกหน้าเธอ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งปราดมาจากด้านหลัง หักแขนของเจ้าผมทองจนอีกฝ่ายร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต แต่ก้อนหินในมือเธอก็หยุดไม่ทัน ฟาดลงไปอย่างแรง
ตอนนั้นก้อนหินทิ้งบาดแผลรูปพระจันทร์เสี้ยวยาวหลายเซนติเมตรไว้ตรงลำคอของเด็กหนุ่ม เลือดร้อน ๆ ทะลักพุ่งออกมา ทว่าเธอคิดถึงแต่ซ่งเวินเจ๋อ ไม่ทันมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดด้วยซ้ำ รีบดึงซ่งเวินเจ๋อแล้ววิ่งหนีไป
หลังจากนั้น พอนึกถึงเด็กหนุ่มคนนั้น เธอกลับจำหน้าและชื่อของเขาไม่ได้เลย ไม่นานก็ลืมเขาไปจนหมด
ที่แท้คนที่ช่วยเธอตอนนั้นก็คือเขา
ที่แท้เธอไม่เพียงเคยด่าว่าเขาเป็นไอ้บ้าต่อหน้าคนอื่น แต่ยังทำร้ายเขาทั้งที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ แถมไม่แม้แต่จะพูดขอบคุณสักคำ เธอทำเรื่องโง่ ๆ และเลวร้ายขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ?
ความเสียใจสุดแสนถาโถมเข้าใส่ซูชิงเหยียน ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา เธออยากถามเขาว่าทำไมทั้งที่เธอทำเรื่องน่าชังตั้งมากมาย เขายังยอมช่วยเธอ ช่วยรับเคราะห์แทนเธอ และช่วยแก้แค้นให้เธอ
แล้วทำไมหลังจากเธอตาย เขาถึงเลือกฆ่าตัวตายด้วย?
แต่ถ้าตอนนี้เธอถามออกไป เขาอาจคิดว่าเธอเป็นคนบ้าก็ได้มั้ง?
ซูชิงเหยียนรู้สึกแสบจมูกนิด ๆ ยกมือขึ้นคิดจะขยี้ แต่กลับพบว่าแขนที่แนบชิดกับอกของชายหนุ่มเปียกชื้นเป็นหย่อมหนึ่ง
เธอชะงักไป ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
น้ำเหรอ? มาจากไหน? เสื้อเชิ้ตใต้สูทของเขาเปียกงั้นเหรอ? งานเลี้ยงจัดอยู่ในห้องโถงใหญ่ ไม่น่าจะโดนน้ำได้ หรือว่า...
ภาพตอนเธอดิ้นรนอยู่ในน้ำพลันแล่นวาบเข้ามาในหัวซูชิงเหยียน ทั้งแขนเรียวยาวเปี่ยมพละกำลัง แผงอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ท่าอุ้มเจ้าหญิงที่เหมือนกันไม่มีผิด แล้วก็ภาพที่เขาถือช่อดอกไอริสเดินไปยังหลุมศพของเธอในสุสาน
คนที่ช่วยเธอขึ้นจากทะเลสาบเมื่อครู่นี้คือเขาเหรอ?!
ซูชิงเหยียนเอื้อมมือไปดึงเสื้อเชิ้ตของเขาทันที อยากดูแทบแย่ว่าข้างใต้นั้นมีรอยสักดอกไอริสหรือเปล่า แต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงเรียกดังขึ้น
“ชิงเหยียน เธอมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง?”
ซ่งเวินเจ๋อวิ่งมาจากที่ไกล ๆ ตอนนี้แค่เห็นหน้าเขา ซูชิงเหยียนก็เต็มไปด้วยความแค้น ทว่าพอเขาเข้ามาใกล้ เธอก็ยังข่มอารมณ์เอาไว้ “เมื่อกี้รู้สึกอึดอัด เลยออกมาเดินเล่นในสวน ไม่คิดว่าจะสะดุดล้ม โชคดีที่เจอประธานลู่ค่ะ”
ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอจะตัดขาดกับซ่งเวินเจ๋อทุกอย่างเสียตอนนี้ก็ได้ เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมในชีวิตเกิดซ้ำ แต่แบบนั้นคงเป็นการปล่อยให้เขาสบายเกินไป
เขาต้องเสียชื่อเสียงจนป่นปี้ หมดเนื้อหมดตัว รักใครก็ไม่ได้ครอบครอง และทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตาย ต้องมีจุดจบแสนอนาถเหมือนเธอในชาติก่อน ถึงจะถือว่าชดใช้กันได้
“อ้อ” ซ่งเวินเจ๋อยิ้มน้อย ๆ แล้วพยักหน้าให้ลู่ถิงเฉินอย่างนอบน้อม “ขอบคุณประธานลู่ที่ช่วยนะครับ ที่เหลือให้ผมจัดการเอง”
“ประธานลู่ ขอบคุณนะคะ...”
ซูชิงเหยียนเพิ่งเอ่ยปาก ลู่ถิงเฉินก็วางเธอลงทันที เม้มปากแน่นแล้วหันหลังเดินจากไป
เอ๊ะ!
เธอยังไม่ทันได้ดูเลยว่าอกเขามีรอยสักดอกไอริสหรือเปล่า!
“ชิงเหยียน เธอบาดเจ็บตรงไหนไหม?”
“ไม่เป็นไร”
“เมื่อกี้ประธานลู่อุ้มเธอไว้ได้ยังไง? พวกเธอรู้จักกันเหรอ?”
เมื่อเห็นลู่ถิงเฉินเดินไปไกลแล้ว ความนอบน้อมบนใบหน้าซ่งเวินเจ๋อก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง
มีข่าวลือว่าทายาทหนุ่มแห่งกลุ่มทุนตระกูลลู่เป็นคนอารมณ์แปรปรวน ลึกลับยากหยั่งถึง และไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิง แล้วครั้งนี้ทำไมถึงมาร่วมงานฉลองบรรลุนิติภาวะของชิงเหยียน แถมเธอแค่สะดุดล้มเล็กน้อย เขาก็อุ้มเธอขึ้นมาแล้ว
ซูชิงเหยียนเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไป จึงหัวเราะเยาะในใจ “ไม่รู้จักกันหรอก เขาแค่ช่วยตามมารยาท มีอะไรเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ชื่อเสียงของเขาไม่ค่อยดี ได้ยินว่าตอนเด็ก ๆ เคยทำให้แม่เลี้ยงกับคนรับใช้ตายเพราะปัญหาทางจิต ตอนนี้ในศึกชิงอำนาจทางธุรกิจของตระกูลลู่ เขาก็ยังคอยกลั่นแกล้งกดดันอาของตัวเองทุกทาง ชิงเหยียนใสซื่อใจดีขนาดนี้ อยู่ห่างจากคนแบบนั้นไว้ดีกว่า”
พูดจบ เขาก็ยื่นมือมาลูบผมของซูชิงเหยียน แต่เธอหลบอย่างแนบเนียน “ตั้งแต่เมื่อไหร่พี่เจ๋อกลายเป็นคนชอบนินทาไปแล้วคะ ข่าวลือเหลวไหลขนาดนี้ก็ยังเชื่ออีก”
